ดูงาน

Report
โรคที่ เกิ ดจากความผิดปกติ
ของฮอร์ โมน
โรคเบาจื ด (DIABETES INSIPIDUS)
ความผิ ด ปกติ ที่ แ สดงออกในรู ป ความกระหายอย่ า งมากและการมี
ปั ส สาวะออกมามาก ส่ว นมากเกิ ด จากที่ ร่ า งกายไม่ ส ามารถสร้ าง เก็ บ สะสม
หรื อ ปล่อ ยฮอร์ โ มนตัว สาคัญ นี ้ แต่อ าจจะเกิ ด จากไตไม่ ส ามารถตอบสนอง
ต่อ ฮอร์ โ มนนี ก้ ็ ไ ด้ มี เ พี ย งเล็ก น้ อ ยที่ เ กิ ด ระหว่ า งการตัง้ ครรภ์
(gestational diabetes insipidus) เป็ นโรคที่ มี ก ารสูญ เสี ย หน้ า ที่
การดูด กลับ ของน ้าที่ ไ ต เนื่ อ งจากระดับ ของฮอร์ โ มนที่ ทาหน้ า ที่ ค วบคุม การ
ดูด กลับ ของน ้าลดลง ทาให้ ร่ า งกายไม่ส ามารถเก็ บ รั ก ษาสมดุล ของน ้าใน
ร่ า งกายได้ ทาให้ มี อ าการถ่ า ยปั ส สาวะออกบ่อ ยและมี ป ริ ม าณมาก ร่ ว มกับ
มี อ าการกระหายน ้ามากคล้ า ยโรคเบาหวาน แต่ปั ส สาวะจะมี รสจื ด จึ ง
เรี ย กว่า เบาจื ด โรคนี พ้ บได้ น้ อ ยมาก พบได้ ทัง้ เด็ก และผู้ใ หญ่
โรคเบาจื ด (DIABETES INSIPIDUS)
อาการทั่ว ไปได้ แก่ กระหายอย่ า งมาก และปั ส สาวะที่ เ จื อ จาง
ปริ ม าณมาก ปริ ม าณปั ส สาวะอาจมี ม ากตั ง้ แต่ 2.5 ลิ ต รต่ อ วัน จนถึ ง 15
ลิ ต รต่ อ วัน (ปริ ม าณปั ส สาวะปกติ ต่ อ วั น ประมาณ 1.5-2.5 ลิ ต ร) อาการ
อื่ น ๆได้ แก่ ปั ส สาวะกลางคื น (nocturia) หรื อ ปั ส สาวะรดที่ น อน
โรคเบาจื ด (DIABETES INSIPIDUS)ADH
ผู้ ป่ วยจะมี อ าการปั สสาวะออกบ่ อ ยและมี ป ริ ม าณมาก ร่ ว มกั บ มี
อาการกระหายน ้าและดื่ ม น ้ามาก ชอบดื่ ม น ้าเย็ น มากเป็ น พิ เ ศษ ปาก
มัก จะแห้ งอยู่ เ สมอ จะมี อ าการอยู่ ต ลอดเวลาทั ง้ กลางวั น และ
กลางคื น แม้ นอนหลับ ตอนกลางคื น ก็ มั ก จะลุ ก ขึ น้ มาปั สสาวะ และดื่ ม
น ้าคื น ละหลายครั ง้ ผู้ ป่ วยมั ก ถ่ า ย ปั ส สาวะวั น ละเกิ น 5 ลิ ต ร (ถ้ าเป็ น
รุ น แรงอาจมากถึ ง วั น ละ 20 ลิ ต ร) ปั ส สาวะมั ก จะไม่ มี ก ลิ่ น ไม่ มี สี แ ละ
มี ร สจื ด
เนื่ อ งจากการสูญ เสี ย ของน ้าไปทางปั สสาวะมาก ถ้ าไม่ ไ ด้ ดื่ มน ้าตามที่
ต้ องการ จะกระวนกระวาย คอแห้ ง ท้ องผู ก อ่ อ นเพลี ย มาก และอาจ
หมดสติ อาการที่ เ กิ ด อาจเกิ ด ขึ น้ แบบเฉี ย บพลัน ได้
โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus)ADH
สาเหตุ
โดยปกติ แ ล้ วไตของมนุ ษ ย์ ทาหน้ าที่ กาจั ด ของเหลวส่ ว นเกิ ด ในร่ างกาย
ออกไปเป็ นปั สสาวะ และสงวนของเหลวไว้ เมื่ อ ร่ า งกายขาดน ้า โดยไต
อาศัย ฮอร์ โ มนแอนตี ไ ดยู เ รติ ก (ADH) หรื อ เรี ย กกว่ า vasopressin
ในการควบคุ ม การขั บ ของเหลวออกจากร่ า งกาย
ฮอร์ โ มนแอนตี ไ ดยู เ รติ ก สร้ างจากสมองส่ ว นไฮโปทาลามั ส
(hypothalamus) ถู ก เก็ บ ไว้ ที่ ต่ อ มใต้ สมอง(pituitary
gland) และปล่ อ ยเข้ าสู่ ก ระแสเลื อ ด ฮอร์ โ มนจะทาหน้ าที่ ทาให้ ปั สสาวะ
เข้ มข้ น โดยเพิ่ ม การดู ด กลับ ของน ้าที่ ท่ อ ไต
โรคเบาจื ด (DIABETES INSIPIDUS)ADH
โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus)ADH
โรคเบาจื ด เกิ ด จากการขั ด ขวางระบบฮอร์ โมนADHสามารถ
แบ่ ง ได้ เ ป็ น
1.การรบกวนการสร้ าง เก็ บ สะสม และการปล่ อ ยฮอร์ โมน ( central diabetes
insipidus ) เกิ ด จากการทาลายสมองส่ ว น hypothalamus หรื อ ต่ อ มใต้ สมอง
ส่ ว นใหญ่ เ กิ ด จากการผ่ า ตั ด เนื อ้ งอก ความเจ็ บ ป่ วยที่ ไ ม่ ท ราบสาเหตุ
2.ความผิ ด ปกติ ที่ ท่ อ ไตไม่ ส ามารถตอบสนองต่ อ ฮอร์ โมน( Nephrogenic diabetes
insipidus ) อาจจะเกิ ด จากโรคทางพั น ธุ ก รรม หรื อ โรคเรื อ้ รั ง ของไตเอง ยาบางชนิ ด
สามารถชั ก นาให้ เกิ ด โรคนี ไ้ ด้ เช่ น ยาลิ เ ธี ย ม (lithium ) ยาปฏิ ชี ว นะเท็ ด ตร้ าไซคลิ น
(tetracycline)
3.โรคเบาจื ด ระหว่ า งตั ง้ ครรภ์ ( Gestational diabetes insipidus ) เกิ ด ปฏิ กิ ริ ย าที่
ฮอร์ โมนที่ ส ร้ างโดยรกมี ผ ลทาลายฮอร์ โมน ADH
โรคเอ๋ อ (CRETINISM)
โรคเอ๋ อ หรื อ เครทิ นิ ซึ ม (cretinism)
การขาดไทรอกซิ น ในทารกแรกเกิ ด มี ค วามสาคัญ ต่ อ การ
เจริ ญ เติ บ โตมากโดยเฉพาะการเจริ ญ เติ บ โตของสมองพัฒ นาการ
ทางด้ า นสติ ปั ญ ญาด้ อ ยมาก ปั ญ ญาอ่ อ น แขน ขาสัน้ หน้ าและมื อ
บวม ผิ ว หยาบแห้ ง ผมบาง ไม่ เ จริ ญ เติ บ โต รู ป ร่ า งเตี ย้ แคระซึ่ ง
แตกต่ า งจากเด็ ก ที่ ข าดโกรทฮอร์ โ มน
โรคเอ๋ อ (CRETINISM)
ทารกจะมี อ าการ เซื่ อ งซึ ม เอาแต่ น อน ไม่ ค่ อ ยกิ น ท้ องผู ก ท้ องอื ด
สะดื อ จุ่ น มี ภ าวะตัว เหลื อ งหลัง คลอดนานกว่ า ปกติ นอกจากนี เ้ ด็ ก จะร้ อง
เสี ย งแหบ ดู ลิ น้ ใหญ่ จุ ก ปาก ผิ ว แห้ งเย็ น เติ บ โตช้ า มี พัฒ นาการ ช้ ากว่ า เกณฑ์
อายุ ใ นทุ ก ๆ ด้ าน เช่ น เด็ ก อายุ 3 เดื อ น ควรจะชั น คอได้ ดี แ ล้ ว แต่ เ ด็ ก ที่ มี
ปั ญ หาโรคเอ๋ อ คอจะไม่ แ ข็ ง ไม่ ส ามารถยกศี ร ษะให้ ตัง้ อยู่ ไ ด้ นาน
เกิ ด จากการขาดไทรอยด์ ฮ อร์ โ มนภายหลัง เช่ น มี ก ารติ ด เชื อ้ ข อง
ต่ อ มไทรอยด์ หรื อ การที่ เ ด็ ก ได้ รั บ ยาบางชนิ ด ที่ ร บกวนต่ อ การทา งานของต่ อ ม
ไทรอยด์ ทาให้ มี ก ารสร้ างไทรอยด์ ฮ อร์ โ มนน้ อยลง จนทาให้ เกิ ด โรคเอ๋ อ ได้
โรค เอ๋ อ (CRETINISM)
คอพอกไม่ เ ป็ นพิ ษ SIMPLE GOITER
 Simple goiter
ถ้ าร่างกายได้ รับไอโอดีนไม่ เพียงพอจะส่งผลให้ มีการผลิตไทรอกซินได้
น้ อย (hypothyroidism) ทาให้ ตอ่ มใต้ สมองส่วนหน้ าหลัง่ ไทรอยด์ สติมวิ
เลติงฮอร์ โมน ( TSH ) เพิ่มมากขึ ้นเพื่อไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ สร้ างฮอร์ โมน
ไทรอกซินเพิ่มมากขึ ้น จนต่อมไทรอยด์ทางานมากเกินไป ต่อมจะขยายขนาดโตขึ ้น
ทาให้ เกิดเป็ น โรคคอพอก (simple goiter)
คอพอกไม่ เ ป็ นพิ ษ SIMPLE GOITER
การรั กษา
1. คอพอกเนื่ อ งจากขาดสารไอโอดี น
ให้ กิ น อาหารที่ มี ส ารไอโอดี น หรื อ แพทย์ อ าจให้ กิ น ยาไอโอไดด์
2. คอพอกที่ เ กิ ด จากการเปลี่ ย นแปลงของร่ างกาย
โดยทั่ว ไปคอจะโตไม่ ม าก แทบจะสัง เกตไม่ เ ห็ น ไม่ ต้ อ งรั ก ษาอย่ า งไร เพราะจะ ยุบ
หายไปได้ เ อง เมื่ อ พ้ น ระยะวัย รุ่ น หรื อ หลัง คลอดแล้ ว
3. คอพอกชนิ ด ไม่ ท ราบสาเหตุ
จะไม่ เ ป็ นอัน ตรายต่ อ ผู้ป่ วยแต่ อ ย่ า งใด แพทย์ อ าจพิ จ ารณาให้ ไ ทรอยด์ ฮ อร์ โ มน เพื่ อ
กดการเจริ ญ เติ บ โตของต่ อ มไทรอยด์ แต่ ผ ลการรั ก ษามัก ไม่ ดี หากคอโตมากๆ มี
อาการหายใจลาบากหรื อ กลื น อาหารลาบาก แพทย์ อ าจให้ ก ารรั ก ษาโดยการผ่ า ตั ด
SIMPLE GOITER
คอพอกเป็ นพิ ษ TOXIC GOITER
ถ้ าฮอร์ โมนไทรอกซิ น ผลิ ต ออกมามากเกิ น ไป( hyperthyroidism)
จะทาให้ เกิ ด อาการที่ เ รี ย กว่ า ไทรอยด์ เ ป็ นพิ ษ หรื อ โรคคอพอกเป็ นพิ ษ (toxic
goiter) จะทาให้ ร่ า งกายมี อั ต ราการเกิ ด เมแทบอลิ ซึ ม สู ง กว่ า ปกติ อ าการเหมื อ น
มี ก ารสร้ างพลั ง งานหรื อ กระตุ้ นประสาทซิ ม พาเทติ ก ทางานมากเกิ น ไปได้ แก่
หงุ ด หงิ ด นอนไม่ ห ลั บ ตื่ น เต้ นง่ า ย มี ก ารเผาผลาญโปรตี น มากทาให้ อ่ อ นเพลี ย
เนื่ อ งจากมี อั ต ราการเผาผลาญมากจึ ง ทาให้ มี เ ส้ นเลื อ ดไปเลี ย้ งที่ ผิ ว หนั ง
มากเพื่ อ ลดอุ ณ หภู มิ ข องร่ า งกาย ทาให้ กิ น จุ น ้าหนั ก ลด มี ก ารเคลื่ อ นไหวของลาไส้
มาก ตั ว อุ่ น ชื น้ เนื่ อ งจากเส้ นเลื อ ดแดงคลายตั ว
อาจมี อ าการคอพอกแต่ ไ ม่ ม ากและตาโปน เนื่ อ งจากเนื อ้ เยื่ อ เกี่ ย วพั น หลั ง
ลู ก ตาอ่ อ นกาลั ง ลง
คอพอกเป็ นพิ ษ TOXIC GOITER
อาการ
ผู้ ป่ วยจะมี อ าการเหนื่ อ ยง่ า ย อ่ อ นเพลี ย นอนไม่ ห ลับ มื อ สั่น ใจสั่น
หวิ ว ชี พ จรเต้ นเร็ ว กว่ า ปกติ แ ละอาจไม่ ส ม่า เสมอ ขี ร้ ้ อน(ฝ่ ามื อ จะมี เ หงื่ อ ชุ่ ม
ตลอดเวลา) น ้าหนั ก ตัว ลดลงอย่ า งรวดเร็ ว ทัง้ ๆ ที่ หิ ว บ่ อ ย หรื อ อาจกิ น จุ
กว่ า เดิ ม เนื่ อ งจากร่ า งกายมี ก ารเผาผลาญอาหารมาก แต่ ใ นคนแก่ บ างค น
กลับ กิ น ได้ น้ อยลง ผู้ ป่ วยมั ก มี ลัก ษณะลุ ก ลี ล้ ุ ก ลน หรื อ อาจห งุ ด หงิ ด โมโหง่ า ย
บางคนถ่ า ยเหลวบ่ อ ย อาจพบประจาเดื อ นมาน้ อยหรื อ มากผิ ด ปกติ ไ ด้
คอพอกเป็ นพิ ษ TOXIC GOITER
วิ ธี รั ก ษา : ทาได้ โ ดย
- กิ น ยายับ ยั ง้ การสร้ างฮอร์ โ มน
- ผ่ า ตัด เอาบางส่ ว นของต่ อ มออก
- กิ น ไอโอดี น ที่ เ ป็ นสารกั ม มั น ตรั ง สี เ พื่ อ ทาลายเซลล์ ที่ ส ร้ างฮอร์ โ มน
TOXIC GOITER
DWARFISM
ภาวะเตี ย้ หรื อ เคระ เกิ ด จากร่ า งกายขาย ฮอร์ โ มน GH (Growth
Hormone) มาตัง้ แต่เ ด็ก ๆ ทาให้ ก ารเจริ ญ เติ บ โตของร่ า งกายนั น้ มี ผ ล
น้ อ ย ส่ง ผลให้ ร่ า งกายเตี ย้ แคระ แต่ร่ า งกายก็ ยัง เป็ นสัด ส่ว นที่ ถูก ต้ อ งอยู่
รวมถึง ความสามารถในการใช้ ชี วิ ต ประจาวัน ได้ อ ย่ า งปกติ
DWARFISM
 ส่ ว นใหญ่ ส าเหตุ ข องโรค Dwarfism เกิ ด จากโรค Achondroplasia
กระดู ก เติ บ โตอย่ า งผิ ด ปกติ ซึ่ ง เป็ นถึ ง 70%ของ ผู้ ป่ วยโรค Dwarfism แต่ ใ นกรณี
ของโรค Achondroplasia จะมี รู ป ร่ า งที่ ไ ม่ ส มสั ด ส่ ว น ช่ ว งแขนหรื อ ขาจะดู
สั น้ ๆเล็ ก ๆ เมื่ อ เที ย บกั บ ลาตั ว (บริ เ วณท้ อง) โดยมี หั ว ขนาดใหญ่ ก ว่ า ปกติ แ ละใบหน้ า
ที่ มี ลั ก ษณะพิ เ ศษ หากร่ า งกายเกิ ด ความไม่ ส มส่ ว น มั ก จะเกิ ด จากหนึ่ ง หรื อมากกว่ า
หนึ่ ง ยี น ที่ ค วบคุ ม ลั ก ษณะหรื อ ความผิ ด ปกติ ใ นการพั ฒ นากระดู ก อ่ อ น การ ที่ ร่ า งการ
มนุ ษ ย์ เ กิ ด การผิ ด ปกติ อ ย่ า งมาก มั ก จะมี ส าเหตุ เ กี่ ย วกั บ ฮอร์ โมน เช่ น ก าร
เจริ ญ เติ บ โตฮอร์ โมนบกพร่ อ งซึ่ ง รู้ จั ก กั น ในชื่ อ ของ “Pituitary Dwarfism”
ซึ่ ง การเติ บ โตที่ ผิ ด ปกติ นี เ้ กี่ ย วกั บ ระบบต่ อ มไร้ ท่ อ เกิ ด จากการทาง านที่ ผิ ด ปกติ ข อง
Growth Hormone จากแหล่ ง ที่ ผ ลิ ต ฮอร์ โมนชนิ ด นี ้ คื อ ต่ อ มใต้ สมองส่ ว นหน้ า
DWARFISM
ปั จ จุ บัน ยั ง ไม่ มี วิ ธี รั ก ษาโรค Dwarfism บุ ค คลที่ ค วามผิ ด ปกติ เ ช่ น
กระดู ก เติ บ โตผิ ด ปกติ บางครั ง้ พวกเขาสามารถแก้ ไขได้ คื อ การ ศัล ยกรรม
และบางฮอร์ โ มนที่ ผิ ด ปกติ จ ะสามารถรั ก ษาได้ โดยแพทย์ แ ต่ ใ น กรณี ส่ ว น
ใหญ่ จ ะมัก เป็ นไปไม่ ไ ด้ ที่ จ ะทาให้ โรค Dwarfismหายขาด เมื่ อ อายุ ยิ่ ง
มากขึ น้ ก็ ต้ องทนรั บ มื อ กั บ โรค Dwarfism อุ ป กรณ์ เ ฟอร์ นิ เ จอร์ ภ าย
ในบ้ านจะสามารถช่ ว ยให้ ร่ า งกายในผู้ ป่ วย Dwarf ทางานต่ า งๆได้ อย่ า ง
ปกติ ของหลายกลุ่ ม มี ก ารสนั บ สนุ น ที่ จ ะช่ ว ยให้ ผู้ ป่ วยโรค Dwarfism
รั บ มื อ กั บ ความท้ าทายต่ อ หน้ าพวกเขาและเพื่ อ ช่ ว ยให้ พั ฒ นาขึ น้ ไป
เพื่ อ ที่ จ ะทาให้ พวกเขาสามารถพึ่ ง ตนเองได้
DWARFISM
ผู้ จั ด ทา
1.นางสาวรมย์ รวิ น ท์
2.นายจิ ต รภาณุ
3.นายณั ฐ ธั ญ
4.นางสาวอรณิ ช
จั น ทร์ ลี
หลายประสิ ท ธิ์
ต.รุ่ งเรื อ ง
จั น ทร์ ศิ ริ วั ฒ นา
ชั ้น ม.5/2
เลขที่ 12ก
เลขที่ 4ข
เลขที่ 5ข
เลขที่ 9ข

similar documents