55-07-01-ทฤษฎีการบริหาร(2007-2010)

Report
ทฤษฎีการบริหารการศึกษา
Administrative Theory
กลุ่มทฤษฎีองค์ การแบบคลาสสิ ค
(Classical Organization
Theory)
LOGO
ทฤษฎีการบริหารแบบดัง้ เดิม
( Classical Organization Theory) ค.ศ.1887
- 1945
ทฤษฎีการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์
(Scientific Management)
ทฤษฎีการบริหารตามหลักการบริหาร
(Administrative Management)
ทฤษฎีการบริหารแบบระบบราชการ
(Bureaucratic Management)
ทฤษฎีการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์
(Scientific Management)
นักทฤษฏีที่สาคัญ
 Frederic W.Taylor
 Frank Bunker Gilbreth &Lillian Moller
Gilbreth
 Henry Gantt
Frederic W.Taylor
1856 - 1915
Frederic W.Taylor
ข้ อมูลประวัติ
 เกิดเมื่อปี 20 มีนาคม คศ.1856 ฟิ ลาเดเฟี ยร์ ,สหรัฐอเมริ กา
 การศึกษาจากประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน
 ปี คศ.1874(อายุ 18 ปี )เป็ นช่างฝึ กหัดในโรงงานเล็กๆ
(ฟิ ลาเดเฟี ยร์)
 ปี คศ.1878 ก้าวสู่ตาแหน่งหัวหน้า
 ปี คศ.1884 ก้าวสู่ตาแหน่งหัวหน้าวิศวกร
 ปี คศ.1901 เริ่ มการเผยแพร่ แนวความคิดของเขา
 ปี คศ.1915 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม เขาเสี ยชีวิต รวมอายุ 59 ปี
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Frederick_Winslow_Taylor
Frederic W.Taylor
หลักการ ทฤษฎี
หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ งานเกิดประสิทธิภาพ
ใช้หลักเหตุผล สามารถพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ แนวคิด
วิทยาศาสตร์ หาวิธีการทางานให้มีประสิทธิภาพมากที่สดุ
ผูป้ ฏิบตั ิงานใช้ความรูค้ วามสามารถมากที่สดุ ลดต้นทุนและ
เพิ่มกาไรเพิ่มค่าจ้างให้คนงานที่สามารถเพิม่ ผลผลิตให้
สูงขึ้น ค่าตอบแทนที่เหมาะสม
ที่มา : http://teacher.snru.ac.th
Frederic W.Taylor
หลักการ ทฤษฎี
1. พัฒนาความรูใ้ นวิธีการทางานโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์
2.ต้องมีการคัดเลือกและพัฒนาคนงาน โดยใช้หลักเกณฑ์ทาง
วิทยาศาสตร์ : เพือ่ ให้ได้คนที่เหมาะสมกับงาน ทาให้งานที่ทามี
ประสิทธิภาพสูงขึ้น
3.มีการร่วมมือกันอย่างจริงจังในทางานจากทุกฝ่ าย
4.มีการแบ่งงานกันทาตามความเหมาะสม
ที่มา : http://teacher.snru.ac.th
Frank and Lillian Gillbreth
ที่มา : http://gilbrethnetwork.tripod.com/bio.html
Frank Bunker Gilbreth
ข้ อมูลประวัติ
 เกิดเมื่อ 7 ก.ค. คศ.1868 เมือง Fairfield, Maine , USA
อาชีพช่างปูน, ช่างรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรในการจัดการ
 เสี ยชีวิตเมื่อ 14 มิถุนายน 1924 รวมอายุ 86 ปี
ที่มา : http://gilbrethnetwork.tripod.com/bio.html
Lillian Evelyn Moller
ข้ อมูลประวัติ
 เกิดเมื่อ 24 พฤษภาคม 1878 ในโอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนี ย
 ครอบครัวเป็ นชาวเยอรมัน
การศึกษาปริ ญญาตรี มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและ
แมสซาชูเซต
ปริ ญญาเอก จากมหาวิทยาลัยบราวน์
 เสี ยชีวิตเมื่อ 2 มกราคม 1972
ที่มา : http://gilbrethnetwork.tripod.com/bio.html
Frank and Lillian Gillbreth
ข้ อมูลประวัติ
Frank และ Lillian พบกันที่หอ้ งสมุดของเมืองบอสตัน
Frank แต่งงานกับ Lillian หลังจากจีบเธอได้เพียงสิ บวันในปี
1904 ทั้งคู่อยากมีครอบครัวใหญ่ และ Frank เชื่อมัน่ ว่าเขา
สามารถเลี้ยงดูลูกๆ ไม่วา่ จะกี่คนก็ได้เป็ นอย่างดี และสุ ดท้ายเขาก็
มีลูกกันสิ บสองคน ชายหก หญิงหก
Frank and Lillian Gillbreth
ลูกๆ ทั้งสิ บเอ็ดคนสาเร็ จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และมีชีวิตที่ดี
รู ปข้างบนนี้เป็ นรู ปครอบครัว Gilbreth ตอนไปพักผ่อนที่ Anchor Inn ที่
Nantucket Island ในปี 1923 ก่อนที่ผเู ้ ป็ นพ่อจะเสี ยชีวิตไปเพียงปี เดียว
Frank and Lillian Gillbreth
หลักการ ทฤษฎี
 สนับสนุนแนวคิดของ Taylor
ศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหวในการทางาน (Time-andMotion study)
คิดค้นวิธีเรี ยงอิฐให้ได้งานเป็ นสองเท่าในเวลาเท่ากัน
Lillian Gilbreth เป็ น First Lady of Management
หลักการสาคัญคือ “การลดขั้นตอนที่ไม่ จาเป็ นลง”
Henry Gantt
ข้ อมูลประวัติ
เกิดที่ Calvert County, Maryland, USA
He graduated from McDonogh School in 1878 and Johns
Hopkins College. After working as a teacher and draftsman, he
pursued mechanical engineering. In 1887, he joined Frederick W.
Taylor in the leveraging the theory of scientific management of
Midvale Steel and Bethlehem Steel, where they worked together
until 1893
http://www.gantt-chart.biz/henry-laurence-gantt/
Henry Gantt
http://www.gantt-chart.biz/henry-laurence-gantt/
เฮนรี่ แกนท์ (Henry Gantt)
พัฒนาวิธีการอธิ บายแผนโดยใช้กราฟ เรี ยกว่า ผังแกนต์
(Gantt Chart)
ควรมีการกาหนดผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษในรู ปของ
โบนัส
สาหรับคนงานที่สามารถทางานได้ตามที่มอบหมายในแต่ละวัน
Gantt Chart
Activity
วิจยั ตลาด
พัฒนาผลิตภัณฑ์
โฆษณา
ประชาสัมพันธ์
ส่งเสริ มการขาย
สารวจความพอใจของลูกค้า
ปรับปรุ งเว็บไซต์
Apr
May
Jun
Aug
Sep
Oct
Nov
Dec
Jan
Feb
Mar
$
ทฤษฎีการบริหารแบบดัง้ เดิม
( Classical Organization Theory) ค.ศ.1887
- 1945
ทฤษฎีการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์
(Scientific Management)
ทฤษฎีการบริหารตามหลักการบริหาร
(Administrative Management)
ทฤษฎีการบริหารแบบระบบราชการ
(Bureaucratic Management)
ททฤษฎีการบริหารตามหลักการบริหาร
(Administrative Management)
นักทฤษฏีที่สาคัญ
 Henri Fayol
 Chester Barnard
 Luther Gulick
Henri Fayol : อองรี ฟาโยล
อองรี ฟาโยล (Henri Fayol) มีชีวติ อยู่ในช่ วง ปี ค.ศ. 1841-1926
Henri Fayol : อองรี ฟาโยล
•
•
•
•
•
มีชีวติ อยูใ่ นช่วง ปี ค.ศ. 1841-1926 เป็ นชาวฝรั่งเศส
เป็ นนักเศรษฐศาสตร์และนักทฤษฎีทุนนิยมเสรี แนวใหม่
(neoclassical economic)
การศึกษาขั้นสู งจากสถาบันเหมืองแร่ ที่มีชื่อเป็ นภาษา
ฝรั่งเศสว่า(des Mines de Saint-tienne) ในปี ค.ศ. 1860
อายุได้ 19 ปี ทางานที่บริ ษทั เหมืองแร่ ชื่อ Compagnie de
Commentry-Fourchambeau-Decazeville
เป็ นผูอ้ านวยการในช่วงปี ค.ศ. 1888-1918
Henri Fayol : อองรี ฟาโยล

1.
2.
3.
4.
5.
6.
แบ่งกิจกรรมของอุตสาหกรรมออกเป็ น 6 กลุ่ม
กิจกรรมเทคนิค (การผลิตและการประกอบอุตสาหกรรม)
กิจกรรมการค้า(การซื้อ การขาย และการแลกเปลี่ยน)
กิจกรรมการเงิน (การหาเงินทุนและสิ นเชื่อ การใช้เงินทุนอย่าง
เหมาะสม)
กิจกรรมความมัน่ คง ( การคุม้ ครองทรัพย์สมบัติ การคุม้ ครองบุคคล)
กิจกรรมทางบัญชี (การควบคุมสิ นค้า การจัดทางบดุล การตรวจสอบ
ต้นทุน)
กิจกรรมการจัดการ (Poccc)
หลักการ ทฤษฎี (POCCC)
o Planning การวางแผน
o Organizing การจัดองค์การ
o Commanding การบังคับบัญชา
o Coordinating การประสานงาน
o Controlling การควบคุม
หลักการจัดการที่มีประสิ ทธิภาพ 14 ประการ
1.การแบ่งงานกันทา (Divison of work)
2.อานาจ+ความรับผิดชอบผูบ้ ริ หารควรได้สดั ส่ วน
3.วินยั (Discipline)
4.เอกภาพการบังคับบัญชา (Unity of command)
5.มีทิศทางทางานเดียวกัน (Unity of direction)
หลักการจัดการที่มีประสิ ทธิภาพ 14 ประการ
6.ผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นอยูก่ บั ส่ วนรวม
7.ค่าจ้างควรพิจารณาจากผลงาน
8.การรวมอานาจ (Centralization)
9.สายการบังคับบัญชา (Scalar chain)
10.ช่วงการควบคุม (Scalar of control)
11.ความเสมอภาค (Equity)
หลักการจัดการที่มีประสิ ทธิภาพ 14 ประการ
12. ความมัง่ คงในงาน
13. ความคิดริ เริ่ มสร้างสรรค์ (Initiative)
14. ความสามัคคี
Chester Barnard
Chester Barnard (1886-1961)
http://aphinant.aru.ac.th/?page_id=477
Chester Barnard
Chester Irving Barnard – เชสเตอร์ เออวิง่ บาร์ นาร์ ด
 เกิด : 7 พ.ย. 1886 เป็ นชาว อเมริ กนั
 การศึกษา : ได้รับตาแหน่งหลายตาแหน่งทั้งภาครัฐและเอกชน และ
ได้รับปริ ญญาเอกกิตติมศักดิ์ถึงเจ็ดปริ ญญา แม้วา่ เขาจะไม่มีแม้ปริ ญญา
ตรี เลยก็ตาม
 จุดเน้น : การพัฒนาองค์กร
 การทางาน : ผูบ้ ริ หารบริ ษทั โทรคมนาคม Barnard นับเป็ นบุคคลสาคัญ
คนหนึ่งที่มีแนวคิดในการพัฒนาองค์กร
 เสี ยชีวิต 7 มิ.ย.1961
http://aphinant.aru.ac.th/?page_id=477
แนวคิดของ Chester Barnard
ความคิดของ Barnard ในหนังสื อ The Functions of the Executive สรุ ปได้
ดังนี้
1. องค์การเกิดขึ้นมาจากความจาเป็ นของคนที่จะร่ วมมือกันทางานบางอย่าง
ให้บรรลุเป้ าหมาย ซึ่งงานดังกล่าวนั้น คน ๆ เดียวทาเองไม่ได้ เพราะมี
ข้อจากัดต่าง ๆ ทางกายภาพ ชีววิทยา สังคม และจิตวิทยา
2. การนาเอาคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่ วมมือกันทางานไม่ใช่ของง่าย
จาเป็ นต้องมีการจัดระบบความร่ วมมือกัน (cooperative system) ขึ้นมา
http://vup.stou.ac.th/source/cscamnon/33711/module/Module%203/docs/Topic%203.6.pdf
แนวคิดของ Chester Barnard
3. องค์การจะดารงอยูไ่ ด้ต่อเมื่อคนที่มารวมกันทางานได้สาเร็ จ คือบรรลุ
เป้ าหมายขององค์การ (เรี ยกว่าทางานแบบมีประสิ ทธิผล) และสามารถ
สนองความต้องการของปัจเจกบุคคลด้วย โดยจัดระบบการกระจาย
ผลประโยชน์ตอบแทนต่อสมาชิกที่เหมาะสม (เรี ยกว่า ทางานแบบมี
ประสิ ทธิภาพ) สมาชิกทุกคนจะมีความกระตือรื อร้นตั้งใจทางาน
(willingness to cooperate) มีความสามารถในการติดต่อซึ่งกันและกันเป็ น
อย่างดี (communication) และสมาชิกทุกคนต่างยึดมัน่ ในเป้ าหมายหรื อ
อุดมการณ์ร่วมขององค์การ
แนวคิดของ Chester Barnard
4. ความอยูร่ อดขององค์การขึ้นอยูก่ บั ความสามารถของฝ่ ายบริ หาร
(executive) ในฐานะผูน้ าองค์การที่จะสร้างระบบความร่ วมมือที่ดี เช่น จัด
เรื่ องการติดต่อ การรักษากาลังใจในการทางานของปัจเจกบุคคล และการเชิด
ชูธารงไว้ซ่ ึงเป้ าหมายขององค์การ
5. ฝ่ ายบริ หารมีหน้าที่ตดั สิ นใจด้วยความรับผิดชอบภายในกรอบของ
ศีลธรรมอันดี
Luther Gulick
http://american-education.org/972-gulick-luther-18651918.html
Luther Gulick
เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1892 ที่เมือง Osaka ประเทศญี่ปุ่น
เป็ นชาว American แต่เนื่องจากบิดาเป็ นMissionary ที่นนั่ Gulick
จึงอาศัยอยูท่ ี่ Osaka เป็ นเวลา 12 ปี จึงย้ายกลับมาที่ประเทศ
America
จบPh.D ที่มหาวิทยาลัย Columbia University.Gulick เห็นว่าการ
บริ หารจัดการของ America ไม่มีประสิ ทธิผลจึงเกิดแนวคิด และ
ทฤษฎีPOSDCORB ขึ้นต่อมา
Luther Gulick
POSDCORB
P (Planning) การวางแผน : เป็ นการกาหนดสิ่ งที่ตอ้ งการ
และวิธก
ี าร
เพื่อให้บรรลุผลตามต้องการ
O (Organizing) การจัดองค์การ : เป็ นการกาหนดโครงสร้างของหน่วยงาน
เพือ
่ ให้แสดง
บทบาท/หน้าที่และการใช้อานาจ
S (Staffing) การบริ หารบุคคล : การคัดเลือก การพัฒนาและรักษาบุคลากร
D (Directing) การสั่งการ : การใช้อานาจสั่งการตามสายการบังคับบัญชา
CO (Co-ordinating) การประสานงาน :
R (Reporting) การรายงานต่อฝ่ ายบริ หาร : การประเมินผลเพื่อจัดทารายงาน
Luther Gulick
การนาทฤษฎีไปประยุกต์ ใช้
สามารถนาไปใช้ได้ท้ งั รายบุคคลและองค์กรเพื่อให้บรรลุ
เป้ าหมายหรื อวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้
ตรวจสอบได้ง่าย
สร้างลักษณะนิสยั ที่ดีในการบริ หารจัดการ
ทฤษฎีการบริหารแบบดัง้ เดิม
( Classical Organization Theory) ค.ศ.1887
- 1945
ทฤษฎีการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์
(Scientific Management)
ทฤษฎีการบริหารตามหลักการบริหาร
(Administrative Management)
ทฤษฎีการบริหารแบบระบบราชการ
(Bureaucratic Management)
ทฤษฎีการบริหารตามหลักการบริหาร
(Administrative Management)
นักทฤษฏีที่สาคัญ
 Max Weber
Max Weber
อภินันท์ จ้ นตะนี : http://aphinant.aru.ac.th/?page_id=94
แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber)
ประวัติ
เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2407
เกิดในเมืองเออร์เฟิ ร์ต (Erfurt)
ชื่อเดิมคือ Maximilian Carl Emil Weber
เป็ นนักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมือง
ชาวเยอรมันในปี 2425 เข้าเรี ยนนิติศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (University of Heidelberg)
และมหาวิทยาลัยเบอร์ลินจนจบปริ ญญาเอกด้านกฎหมาย
เวเบอร์เสี ยชีวิตด้วยโรคปอดบวมที่มิวนิค เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1920
ผลงานทีส่ าคัญ
• เป็ นผูก้ ่อตั้งวิชาสังคมศาสตร์สมัยใหม่ และรัฐประศาสนาศาสตร์
• อายุ 13 เขียนความเรี ยง 2 ชิ้นคือ "ทิศทางของประวัติศาสตร์ เยอรมัน
พร้ อมกับการอ้างอิงพิเศษถึงจุดยืนของจักรพรรติและสั นตะปาปา” และ
"อาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ช่วงของคอนสแตนตินที่หนึ่ง จนถึงช่วงของการ
อพยพของประเทศ"
• ความเรี ยง “จริยธรรมโปรเตสแตนต์ และจิตวิญญาณทุนนิยม”
• งานที่มีชื่อเสี ยงอีกชิ้นคือ “การเมืองในฐานะทีเ่ ป็ นอาชีวะ"
(Politics as a Vocation) ซึ่งเขาได้นิยาม "รัฐ" ว่าคือหน่วยองค์ (entity)
ซึ่ง ผูกขาดการใช้กาลังทางกายภาพที่ถูกกฎหมาย
การเมืองจึงเป็ นเรื่ องของอานาจ
ทฤษฎีระบบราชการ (bureaucracy) แยกพิจารณาได้เป็ น 2 แบบ
1. Bureaucracy – ในฐานะที่เป็ นสถาบันทางสังคม (social institute) สถาบันหนึง่
นัน่ คือ เป็ นสถาบันการบริหาร / การปกครองของรัฐ
1.1 ถือเป็ นสถาบันหนึง่ ของกระบวนการในการปกครองประเทศ
1.2 เป็ นสถาบันที่มีหน้ าที่ ต้ องปกป้อง ดูแล รักษาผลประโยชน์บ้านเมือง อีกแห่งหนึง่
1.3 ต้ องการอิสระในการทางาน เป็ นสถาบันที่มนั่ คง ยากต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ ไข
2. bureaucracy - ในฐานะที่เป็ น รูปแบบหนึง่ ของการจัดองค์การ
(a form of organization) ในแง่นี ้ bureaucracy
2.1 ระบบการบริหาร หรื อระบบการทางานระบบหนึง่
2.2 มีโครงสร้ างแบบที่เรี ยกว่า “Weberian Bureaucracy”
2.3 เป็ นสิ่งที่สามารถแก้ ไขเปลี่ยนแปลงให้ ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ตา่ ง ๆ
แนวคิดเกีย่ วกับการจัดองค์ การแบบระบบราชการ
ข้ อสมมติฐาน
องคการแบบระบบ
์
ราชการเป็ นองค์การที่ดีที่สุด และมีประสิ ทธิภาพ ประสิ ทธิผล และ
ประหยัดที่สุดเหตุผล
1. ยึดหลักการบริ หารที่อาศัยความมีเหตุมีผล และความถูก
ต้องตามกฎหมายในการปฏิบตั ิงาน
2. มีการแบ่งงานกันทาอย่างเป็ นทางการตามตัวบทกฎหมาย
3. อาศัยหลักความรู ้ความสามารถ (ระบบ
คุณธรรม) เป็ นเกณฑ์ในการบริ หารงานบุคคล
4. สามารถพยากรณ์พฤติกรรมหรื อปรากฏการณ์ได้
รู ปแบบการใช้ อานาจในการปกครองบังคับบัญชา
ตามแนวคิดของ Max Weber แบ่งเป็ น 3 รู ปแบบ
-Charismatic Domination รู ปแบบการใช้อานาจเฉพาะตัวแบบอาศัยบารมี
กลไกลการบริ หารที่ใช้คือ Dictatorship(อานาจเผด็จการ),communal(อานาจส่ วนกลาง)
-Traditional domination รู ปแบบการใช้อานาจแบบประเพณี นิยม
-Feudal / Patrimonial (ระบบศักดินา / เจ้าขุนมูลนาย) รู ปแบบการใช้
อานาจตามกฎหมาย (Legal domination)
องค์ การแบบระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber
ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สาคัญ 7 ประการดังนี้
1. หลักลาดับขั้น (hierarchy)
2. หลักความสานึกแห่งความรับผิดชอบ (responsibility)
3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
4. การมุ่งสู่ ผลสาเร็ จ (achievement orientation)
5. หลักการทาให้เกิดความแตกต่างหรื อความชานาญเฉพาะ
ด้าน (differentiation, specialization)
6. หลักระเบียบวินยั (discipline)
7. หลักความเป็ นวิชาชีพ (professionalization)
1. หลักลาดับขั้น (hierarchy) การสัง่ การและการควบคุมมีความ
รัดกุม ทาให้การดาเนินงานเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิภาพเป็ นการบริ หารที่เน้น
กฎเกณฑ์และขั้นตอน
2. หลักความสานึกแห่งความรับผิดชอบ (responsibility) หมายถึง
การ รับผิดและรับชอบต่อการกระทาใด ๆ ที่ (responsibility) ตนได้กระทาลง
ไปและความพร้อมที่ จะให้มีการตรวจสอบโดยผูบ้ งั คับบัญชาอยูต่ ลอดเวลาด้วย
3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality) ความถูกต้องเหมาะสม
ของแนวปฏิบตั ิที่จะนามาใช้เป็ นแนวทางในการดาเนินงานให้บรรลุผลอย่างมี
ประสิ ทธิภาพ
- ประสิ ทธิผล (effective) การทางานหรื อการดาเนินกิจการใด ๆ ที่
สามารถประสบผลสาเร็ จตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้
-ประสิ ทธิภาพ (efficiency) ความสามารถในการที่จะใช้ทรัพยากร
บริ หารต่าง ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งได้แก่ คน เงิน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่ องมือ เครื่ องใช้ เวลา
ไปในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดาเนินงานนั้นได้มากทีส่ ุ ด
- ประหยัด (economic) ความสามารถในการที่จะประหยัด
ทรัพยากรบริ หาร แต่สามารถที่จะให้บริ การ หรื อผลิตออกมาให้ได้ระดับเดิม
4. หลักการมุ่งสู่ผลสาเร็ จ (achievement orientation) การปฏิบตั ิงานใด ๆ
จะต้องมุ่งสู่เป้ าหมายหรื อวัตถุประสงค์ขององค์การเสมอ (ประสิ ทธิผล)
5. หลักการทาให้เกิดความแตกต่างหรื อการมีความชานาญเฉพาะด้าน
(Specialization) ลักษณะทางโครงสร้างขององค์การแบบระบบราชการ ต้องมีการ
แบ่งงาน และจัดแผนกงาน หรื อจัดส่ วนงาน (departmentation) ขึ้นมา เพราะ
ภารกิจการงานขององค์การขนาดใหญ่มีจานวนมากจึงต้องมีการแบ่งงานที่ตอ้ งทา
ออกเป็ นส่ วนๆ แล้วหน่วยงานมารองรับ
6. หลักระเบียบวินยั (discipline) ต้องมีการกาหนดระเบียบ วินยั และ
บทลงโทษ ขึ้นมาเพื่อเป็ นกลไกการควบคุมความประพฤติของสมาชิกทุกคนใน
องค์การ
7. ความเป็ นวิชาชีพ (Professionalization) ความเป็ นวิชาชีพ “รับ
ราชการ” นั้น ผูป้ ฏิบตั ิงานจะต้องมีความรู ้เกี่ยวกับ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ตลอดจน
ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบตั ิงานในภาระหน้าที่ของตนด้วย
ข้ อดีของระบบราชการ
มีกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้ อบังคับ และขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน
การทางานเปรียบเสมือนการผลิตสิ่ งของด้ วยเครื่องจักร
ผู้ปฏิบัติงานต้ องมีความรู้เกีย่ วกับ กฎ ระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
และต้ องทาตามคาสั่ งของผู้บังคับบัญชาอย่ างเคร่ งครัด
การแบ่ งงานกันทาตามความชานาญเฉพาะด้ าน
องค์ การแบบระบบราชการ มีหลักการทีช่ ัดเจน
ระบบราชการจะใช้ ได้ ผลเต็มที่ ต่ อเมื่อนาไปใช้ ในสั งคมทีร่ ะบบเศรษฐกิจ
สั งคมทีม่ ีความก้าวหน้ าพอสมควร
www.themegallery.com
ข้ อเสี ยของระบบราชการ
ทาให้ การทางานเกิดความล่าช้ า
เป็ นระบบการทางานทีใ่ หญ่ โต เทอะทะ มีงานจานวนมาก ศูนย์ อานาจอยู่
ทีผ่ ู้บังคับบัญชาระดับสู ง
มองคนเป็ นแค่ วตั ถุสิ่งของ
เป็ นรูปแบบของการจัดองค์การทีแ่ ข็งเหมือนกรงเหล็ก (iron cage)
ทาให้ คนกลายเป็ นหุ่นยนต์ (yesman or organization man)
www.themegallery.com
สมาชิก
1 นายจุมพล ตาปลาบ หัวหน้า
2
นางพิไลลักษณ์ ตาปราบ
3
นายถนอม คาเพาะ
4
นายศุภกิจ คาสิ งห์วงษ์
5
นางสาวรุ จิรา ชาดา
6
นายคาโพธิ์ ศรี สุพรรณ
เลขาฯ
7 นางสาวสมกมล ปราณประดิษฐ์ ผูช้ ่วย เลขาฯ
Add your company slogan
www.themegallery.com
LOGO

similar documents