คำบรรยาย วิ อาญา โดย อ.ไพโรจน์ - วิทยาลัย การ จัดการ เพื่อ การ พัฒนา

Report
คำบรรยำยกฎหมำยวิธีพจิ ำรณำควำมอำญำ
ว่ ำด้ วยกำรสอบสวน
โดย
อ.ไพโรจน์ ไพมณี
น.บ.(มธ.เกียรตินิยม),น.บ.ท.,น.ม.(มธ.)
ผู้พพิ ำกษำศำลจังหวัดสงขลำ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรสอบสวน
เกี่ ย วกับ ลัก ษณะการสอบสวนแยกอธิ บ ายเป็ น 3
หัวข้อ ดังต่อไปนี้
1. หลักทัว่ ไป
2. การสอบสวนสามัญ
3. การสอบสวนวิสามัญ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1. หลักทัว่ ไป พออธิบายได้ดงั ได้
(1)กำรสอบสวนเป็ นเงื่อนไขของกำรฟ้ องคดี (ดูมาตรา 120) มาตรา 120
บัญญัติว่ำ “ห้ ำมมิให้ พนักงำนอัยกำรยื่นฟ้ องคดีอำญำต่ อศำลโดยมิได้ มีกำรสอบสวนใน
ควำมผิดนั้นก่ อน” จากบทบัญญัติดงั กล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า กฎหมายกาหนดให้การ
สอบสวนเป็ นเงื่ อ นไขในการฟ้ องร้ อ งคดี อ าญาของอัย การ ดัง นั้น ต้อ งเฉพาะการ
สอบสวนเท่านั้นที่เป็ นการเริ่ มต้นของดาเนินคดีอาญา การสอบสวนไม่ได้หมายรวมถึง
การจับกุมผูก้ ระทาความผิด โดยถือว่าการจับกุมผูก้ ระทาความผิดเป็ นคนละขั้นตอนกับ
การสอบสวน และกฎหมายมิ ไ ด้บญ
ั ญัติให้การจับกุมเป็ นเงื่ อ นไขของการฟ้ องคดี
เหมือนกับการสอบสวน เมื่อเป็ นเช่นนี้ แม้การจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หาก
การสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย อัยการย่อมมีอานาจฟ้ องคดีอาญาเรื่ องนั้นได้
การตรวจค้นก็เป็ นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน หากการตรวจต้นไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายก็เป็ นเรื่ องที่จะว่ากล่าวกันอีกส่ วนหนึ่ งต่างหาก ดังนั้นเมื่อคดีดงั กล่าวมี
การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีผลกระทบถึงการฟ้ อง
คดีอาญา (ฎีกาที่ 1547/2540)
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
เงื่อนไขที่ให้มีการสอบสวนใช้เฉพาะการฟ้ องคดีอาญาของอัยการเท่านั้น หากผูเ้ สี ยหายหรื อ
ราษฎรฟ้ องคดี อาญาเอง เช่ น นี้ ไม่จาต้องมี การสอบสวนคดี น้ ันก่ อน ดังนั้น ในคดี ที่ผูเ้ สี ยหายหรื อ
ราษฎรเป็ นโจทก์ แม้ไม่มีการสอบสวนเลย ผูเ้ สี ยหายย่อมสามารถฟ้ องคดีอาญานั้นได้ เพียงแต่การฟ้ อง
คดีอาญาของผูเ้ สี ยหายหรื อราษฎรศาลจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้ องเสี ยก่อน แต่หากอัยการฟ้ องคดี ศาลจะ
ไม่ไต่สวนมูลฟ้ อง เพราะคดีน้ นั ได้ผา่ นขั้นตอนการสอบสวนจากอานาจของรัฐมาแล้ว
เมื่อกฎหมายกาหนดให้การสอบสวนเป็ นเงื่อนไขของการฟ้ องคดีอาญาของอัยการ ไม่วา่ จะเป็ น
ความผิดอันยอมความได้ หรื อความผิดอาญาแผ่นดิน อัยการจะมีอานาจฟ้ องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวน
ในความผิดนั้นก่อน
คาว่า “คำว่ ำกำรสอบสวนในควำมผิดนั้น ” หมายถึง การสอบสวนเกี่ยวกับการกระทาความผิด
ไม่ใช่ขอ้ หาหรื อบทความผิด การปรับบทความผิดหรื อข้อหาเป็ นอานาจของพนักงานสอบสวน ใน
บางครั้งอาจมีการปรับบทหรื อข้อหาผิดก็เป็ นไปได้ที่จะต้องปรับบทหรื อข้อหานั้นใหม่ ในการปรับ
บทหรื อข้อหาใหม่น้ ี ตอ้ งถือว่าการกระทานั้นได้ได้ทาการสอบสวนแล้ว ไม่ตอ้ งทาการสอบสวนบท
หรื อข้อหานั้นใหม่อีก
แม้พ นัก งานสอบสวนจะไม่ ไ ด้แ จ้ง ข้อ หาทุ ก ข้อ หา ทุ ก กระทงความผิด เมื่ อ ภายหลัง ได้
ดาเนิ นการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่าการกระทาเป็ นความผิดฐานอื่นด้วย ต้องถือว่าได้มีการสอบสวน
ความผิดข้อหาอื่นที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 แล้ว
อัยการย่อมมีอานาจฟ้ อง (ฎีกาที่ 9022/2532)
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ตัวอย่ ำง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จาเลยว่า มีกญั ชา
ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่าย ถือได้วา่ ความผิดฐานมีกญั ชาไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ ไ ด้รั บ อนุ ญ าตได้มี ก ารสอบสวนความผิ ด นั้น ด้ว ยแล้ว
อัยการย่อมมีอานาจฟ้ องในความผิดฐานดังกล่าว
ตัวอย่ ำง ผูเ้ สี ยหายมอบอานาจให้ร้องทุกข์แก่จาเลยฐานทาให้เสี ยทรัพย์
เพียงข้อหาเดี ยว ไม่ได้มอบอานาจให้ร้องทุกข์ในความผิดฐานบุกรุ ก แต่เมื่อ
ความผิด ทั้ง สองฐานเป็ นความผิ ด เกี่ ย วเนื่ อ งกัน และเป็ นการกระท ากรรม
เดียวกัน การร้องทุกข์ความผิดฐานทาให้เสี ยทรัพย์กเ็ ท่ากับได้มีการร้องทุกข์ใน
ความผิดฐานบุกรุ กด้วย เมื่อมีการสอบสวนความผิดทั้งสองข้อหาแล้ว อัยการมี
อ านาจฟ้ องทั้ง สองข้อ หา และศาลมี อ านาจลงโทษฐานบุ ก รุ ก ได้ (ฎี ก าที่
2439/2537)
การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 120 ต้องสอบสวนด้วย
พนักงานสอบสวนตามที่ระบุไว้ในมาตรา 18 และมาตรา ๒ (6)
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
(2) อำนำจของพนักงำนสอบสวน กรณี น้ ี พนักงานสอบสวนจะเข้าไปทาการ
สอบสวนได้ในคดีอาญาประเภทใด ต้องขึ้นอยูก่ บั บทบัญญัติของกฎหมาย บางครั้ง
พนัก งานสอบสวนไม่ อ าจเข้า ไปสอบสวนได้ใ นทัน ที ท ัน ใด ต้อ งผ่า นเงื่ อ นไข
บางอย่างที่กฎหมายกาหนดไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เกี่ยวกับอานาจของพนักงานสอบสวน
แบ่งอานาจการสอบสวนตามประเภทคดีออกเป็ น ๒ ประการคือ
ก.กำรสอบสวนคดีอำญำแผ่ นดิน
ข.กำรสอบสวนคดีควำมผิดต่ อส่ วนตัว
ก.กำรสอบสวนคดีอำญำแผ่ นดิน (ดูมาตรา 121 วรรคหนึ่ ง) กรณี น้ ี จากหลัก
กฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนมีอานาจสอบสวนคดีอาญาแผ่นดิน
ทุกคดี และสามารถเข้าไปสอบสวนคดีประเภทนี้ ได้ทนั ทีเมื่อเกิดความผิดขึ้น ไม่ว่า
จะมีคาร้องทุกข์หรื อคากล่าวโทษตามกฎหมายแล้วหรื อไม่ ตามอานาจที่บญั ญัติไว้ใน
มาตรา 121 วรรคหนึ่ง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ข.กำรสอบสวนคดี ค วำมผิ ด ต่ อ ส่ วนตั ว (ดู ม าตรา 121 วรรคสอง) กรณี น้ ี จากหลัก
กฎหมายดังกล่าวจะเห็ น ได้ว่าในคดี ความผิด ต่ อส่ วนตัวหากไม่ มีก ารร้ องทุ กข์ตามกฎหมาย
พนักงานสอบสวนสอบจะทาการสอบสวนไม่ได้ หากขืนสอบสวนไปเท่ากับเป็ นการสอบสวนที่
ไม่มีอานาจ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การร้องทุกข์ที่จะทาให้พนักงานสอบสวนมีอานาจสอบสวนคดีความผิดต่อส่ วนตัวได้
จะต้องกล่าวให้ชดั แจ้งว่าจะดาเนินคดีอาญากับผูใ้ ด
การร้องทุกข์ในความผิดต่อส่ วนตัวอาจทาขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการสอบสวนความผิด
ไปบ้างแล้ว หรื อก่อนที่การสอบสวนจะเสร็ จสิ้ นก็ได้ เพียงแต่ตอ้ งได้ความว่าได้มีการร้องทุกข์
ภายในกาหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คือภายใน 3 เดือน นับแต่วนั ที่
รู ้เรื่ องความผิดและรู ้ตวั ผูก้ ระทาความผิด
การร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ผูร้ ้องทุกข์ตอ้ งเป็ นผูเ้ สี ยหายตามมาตรา 2 (4) , 4, 5
และ 6 และนอกจากนี้ จะต้องกระทาต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 123 และมาตรา 124 คือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรื อพนักงานฝ่ ายปกครอง หรื อ
ตารวจ อีกทั้งการร้องทุกข์ดงั กล่าวผูร้ ้องทุกข์ตอ้ งมีเจตนาให้ผกู ้ ระทาผิดได้รับโทษ กรณี มาแจ้ง
ความไว้เป็ นหลักฐานเพื่อไม่ได้คดีขาดอายุความ ไม่เป็ นคาร้องทุกข์
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
(3)กรณีพนักงำนสอบสวนไม่ ทำกำรสอบสวน (ดูมาตรา 122) จากหลัก
กฎหมายดังกล่าว พนักงานสอบสวนจะไม่ทาการสอบสวนในกรณี ต่อไปนี้ ก็
ได้
ก.เมื่อผูเ้ สี ยหายขอความช่วยเหลือแต่ไม่ยอมร้องทุกข์ตามระเบียบ
ข.เมื่อผูเ้ สี ยหายฟ้ องคดีเสี ยเองโดยมิได้ร้องทุกข์ก่อน
ค.เมื่อมีหนังสื อกล่าวโทษเป็ นบัตรสนเท่ห์ หรื อบุคคลที่กล่าวโทษด้วย
ปาก ไม่ยอมบอกว่าเขาคือใคร
(4)ร้ องทุกข์ กบั ใคร
เจ้าพนักงานผูม้ ีอานาจรับคาร้องทุกข์คดีอาญามี 2 กรณี คือ
1.พนักงานสอบสวน
2.พนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.พนักงำนสอบสวน (ดูมาตรา 123 ) ผูม้ ีอานาจและหน้าที่ทาการสอบสวน
คดี อาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือบุคคลตามที่ระบุไว้ ใน
มาตรา 18, 19 และ 20 บุ ค คลอื่ นใดนอกจากนี้ ไ ม่ มีกฎหมายให้อ านาจสอบสวน
คดีอาญา
ลักษณะของคาร้องทุกข์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีลกั ษณะตามที่กาหนด
ไว้ในมาตรา 2 (7) และนอกจากนี้ การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามมาตรานี้
จะต้องมีรายละเอียดกล่าวคื อคาร้ องทุกข์จะต้องปรากฏชื่ อและที่ อยู่ของผูร้ ้องทุกข์
ลักษณะแห่ งความผิด พฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดได้กระทาลง ความเสี ยหายที่ได้รับ
และชื่ อหรื อรู ปพรรณของผูก้ ระทาผิดเท่ าที่ จะบอกได้ตามที่ ระบุ ไว้ในมาตรา 123
วรรคสอง
คาร้องทุกข์ของผูเ้ สี ยหายที่ไม่ได้ระบุชื่อผูใ้ ดเป็ นผูร้ ่ วมกระทาความผิด ไม่เป็ น
คาร้องทุกข์ที่ผเู้ สี ยหายประสงค์จะให้ผนู้ ้ นั รับโทษตามมาตรา 2 (7), 123
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กฎหมายบัญ ญัติ ว่ า ค าร้ อ งทุ ก ข์ น้ ั น ต้อ งปรากฏว่ า “ลั ก ษณะแห่ ง ควำมผิ ด
พฤติกำรณ์ ต่ำงๆ ที่ควำมผิดนั้นได้ กระทำลง” จากหลักกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู ้
ร้ อ งทุ ก ข์น้ ัน ไม่ จ าต้อ งระบุ ฐ านความผิ ด ระบุ แ ต่ เ พี ย งการกระท าที่ เ ป็ นความผิ ด ต่ อ
พนักงานสอบสวนก็พ อแล้ว เพราะผูเ้ สี ย หายซึ่ งเป็ นราษฎรอาจไม่ รู้รายละเอี ย ดของ
บทความผิดว่าผิดฐานใด รู ปคดี จะเป็ นความผิดฐานใดนั้น เป็ นปั ญหาข้อกฎหมาย ซึ่ ง
แล้วแต่เจ้าพนักงานจะวินิจฉัยและดาเนินการฟ้ องร้องกาหนดฐานความผิดเอาเอง
พนักงานสอบสวนที่จะรับคาร้องทุกข์น้ นั จะเป็ นพนักงานสอบสวนในท้องที่ใด ก็
ได้ ไม่จาเป็ นต้องเป็ นพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุ และเมื่อรับคาร้องทุกข์เรื่ องใด
แล้วเห็นว่าตนไม่มีอานาจสอบสวน ก็ตอ้ งส่ งเรื่ องนั้นไปให้พนักงานสอบสวนท้องที่ที่มี
อานาจสอบสวนเรื่ องนั้น
ลักษณะทัว่ ไปของค าร้ อ งทุ กข์จ ะทาเป็ นหนังสื อ หรื อ ด้ว ยวาจาก็ไ ด้ แต่ ถ ้าเป็ น
หนังสื อต้องมีวนั เดือน ปี และลงลายมือชื่อผูร้ ้องทุกข์ มิฉะนั้นจะไม่เป็ นคาร้องทุกข์ แต่ถา้
ร้ องทุกข์ด้วยวาจา พนักงานสอบสวนจะบันทึ กไว้ ลงวันที่ เดื อน ปี และลงลายมื อชื่ อ
ผูบ้ นั ทึกกับผูร้ ้องทุกข์ ในบันทึกนั้นด้วย หากไม่ลงลายมือชื่อไว้กไ็ ม่อาจเป็ นคาร้องทุกข์ได้
เช่นกัน
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2.พนักงำนฝ่ ำยปกครองหรือตำรวจ (ดูมาตรา 124)
ลักษณะของคาร้องทุกข์ ตามมาตรานี้ คงมี ความหมายอย่างเดี ยวกับที่
บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๓ กล่าวคือ คาร้องทุกข์ตอ้ งปรากฏชื่อ และที่อยูข่ องผูร้ ้อง
ทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทาลง ความเสี ยหาย
ที่ได้รับ และชื่อ หรื อรู ปพรรณของผูก้ ระทาความผิดเท่าที่จะบอกได้ และคาร้องทุกข์
ดังกล่าวจะร้ องทุ กข์เ ป็ นหนังสื อหรื อด้ว ยวาจาก็ได้ แต่หากเป็ นหนังสื อ ต้องมี วนั
เดือน ปี ลายมือชื่อผูร้ ้องทุกข์ ถ้าร้องทุกข์ดว้ ยวาจา เจ้าพนักงานก็สามารถบันทึกไว้ได้
ลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อผูบ้ นั ทึกกับผูร้ ้องทุกข์ไว้ในบันทึกนั้น
เมื่อมีหนังสื อร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจ ทางพนักงานฝ่ าย
ปกครองหรื อ ต ารวจไม่ มี อ านาจสอบสวน กฎหมายจึ ง บัญ ญัติ ใ ห้ พ นัก งานฝ่ าย
ปกครองหรื อตารวจมีหน้าที่จดั ส่ งหนังสื อร้องทุกข์น้ นั ไปยังพนักงานสอบสวน และ
จะบันทึกอะไรไปบ้างเพื่อประโยชน์ของพนักงานสอบสวนก็ได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กรณี ที่ได้มีการร้องทุกข์ดว้ ยวาจา พนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจมีห น้าที่ตอ้ งจัด
ให้ผูเ้ สี ย หายซึ่ งร้ อ งทุ ก ข์น้ ัน ไปพบพนัก งานสอบสวน เพื่ อ จดบัน ทึ ก ค าร้ อ งทุ ก ข์ไ ว้ แต่
กฎหมายก็ไม่ห้ามพนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจจะจดบันทึกคาร้องทุกข์น้ ันเสี ยเองก็ได้
หากเป็ นกรณี เร่ งด่ วน และเมื่ อบันทึ กไว้เองแล้ว ต้องส่ งบันทึ กคาร้ องทุกข์ไปยังพนักงาน
สอบสวน โดยจะจดหมายเหตุอะไรไปบ้างเพื่อประโยชน์ของพนักงานสอบสวนก็ได้
พนักงานฝ่ ายปกครอง หมายถึงผูใ้ หญ่บา้ น กานัน ปลัดอาเภอ นายอาเภอ ผูว้ ่าราชการ
จัง หวัด อธิ บ ดี ก รมการปกครอง ผูต้ รวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปลัด กระทรวง
มหาดไทย และตาแหน่งรอง หรื อผูช้ ่วยตาแหน่งต่างๆ ดังกล่าว
รั ฐ มนตรี ว่ า การกระทรวงมหาดไทย รั ฐ มนตรี ช่ ว ยว่า การกระทรวงมหาดไทย
สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร หรื อสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่พนักงานฝ่ ายปกครองที่จะรับคาร้องทุกข์
คดีอาญาได้ การร้องทุกข์ต่อบุคคลดังกล่าวซึ่ งไม่มีอานาจรับคาร้องทุกข์ ถือว่ายังไม่มีการร้อง
ทุกข์คดีอาญาโดยชอบด้วยกฎหมาย
การร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ ายปกครอง จะร้องทุกข์กบั พนักงานฝ่ ายปกครองผูใ้ ดก็ได้
แต่ขอ้ สาคัญต้องเป็ นเจ้าพนักงานฝ่ ายปกครองที่อยูใ่ นท้องที่ของตน หากเป็ นเจ้าพนักงานฝ่ าย
ปกครองอยูน่ อกท้องที่แล้ว ย่อมไม่มีอานาจที่จะรับคาร้องทุกข์ได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
เขตอานาจของพนักงานฝ่ ายปกครอง มีอยูจ่ ากัดเฉพาะท้องที่ของตนเท่านั้น
หากอยูน่ อกท้องที่แล้ว พนักงานฝ่ ายปกครองผูน้ ้ นั ไม่มีอานาจรับคาร้องทุกข์เว้นแต่
จะมีกฎหมายให้อานาจ เช่น อธิบดีกรมการปกครอง หรื อปลัดกระทรวงมหาดไทย มี
อานาจหน้า ที่ ได้ตลอดราชอาณาจัก ร จึ งสามารถรั บค าร้ อ งทุ กข์ไ ด้ทุก เรื่ องตลอด
ราชอาณาจักร
สาหรับการร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ ายตารวจนั้น ตารวจที่รับคาร้องทุกข์จะมี
ยศหรื อตาแหน่ งใดก็ได้ท้ งั สิ้ น ตั้งแต่พลตารวจจนถึงพลตารวจเอก และนอกจากนี้
อานาจรับคาร้องทุกข์ของเจ้าพนักงานตารวจจะแตกต่างกับอานาจรับคาร้องทุกข์ของ
พนักงานฝ่ ายปกครอง เพราะพนักงานฝ่ ายปกครองจะมีอานาจรับคาร้องทุกข์ เฉพาะ
เมื่ อ ตนอยู่ในท้อ งที่ ข องตนเท่ านั้น แต่ เ จ้าพนักงานฝ่ ายตารวจไม่ ว่าจะอยู่ที่ใดใน
ราชอาณาจักร ซึ่ งไม่จาเป็ นต้องอยูใ่ นท้องที่ที่ตนรับราชการอยู่ เมื่อเป็ นเจ้าพนักงาน
ฝ่ ายตารวจแล้ว สามารถรับคาร้ องทุ กข์ในคดี อาญาได้ทุกแห่ ง ไม่ ว่าจะอยู่ ณ ที่ ใด
เพราะถื อ ว่ า เจ้า พนั ก งานฝ่ ายต ารวจมี ห น้ า ที่ รั ก ษาความสงบเรี ยบร้ อ ยตลอด
ราชอาณาจักร
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
(6)กำรแก้ หรือถอนคำร้ องทุกข์ (ดูมาตรา 126, 35 วรรคสอง และ 39 (2) ) กรณี
นี้แบ่งอธิบายเป็ น 2 ประการ
1. การแก้คาร้องทุกข์
2. การถอนคาร้องทุกข์
1.กำรแก้ คำร้ องทุกข์ กรณี น้ ี เมื่อมีการร้องทุกข์แล้ว หากผูเ้ สี ยหายเห็นว่าคาร้อง
ทุกข์น้ นั ไม่ถูกต้อง หรื อผิดพลาด หรื อไม่ตอ้ งการให้พนักงานสอบสวนดาเนิ นคดีฐาน
ใด ย่อมขอแก้คาร้องทุกข์ได้โดยกฎหมายเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ สี ยหายแก้คาร้องทุกข์ได้ทุก
ระยะแต่ตอ้ งแก้ไขคาร้องทุกข์เสี ยก่อนคดี ถึงที่ สุด แม้จะได้มีการฟ้ องคดี ต่อศาลแล้ว
หากผูเ้ สี ยหายประสงค์จะแก้คาร้องทุกข์ยอ่ มทาได้เช่นกัน เมื่อแก้ขอ้ หาใดเท่ากับถอน
คาร้องในข้อหาที่ฟ้องไปนั้น หากเป็ นความผิดอันยอมความได้ขอ้ หาที่ถูกแก้ก็จะระงับ
ไป แต่ถา้ เป็ นความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานอัยการยังสามารถดาเนิ นคดีในข้อหานั้น
ต่อไปนั้น
2.กำรถอนคำร้ องทุกข์ กรณี น้ ีได้อธิบายมาแล้วในเรื่ องของการถอนคาร้องทุกข์
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
(7)คำกล่ ำวโทษ
ลักษณะของคากล่าวโทษ (ดูมาตรา 2 (8)) ผูก้ ล่าวโทษจะเป็ นใครก็ได้ที่มิใช่
ผูเ้ สี ยหายกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ ว่ามี คนทาผิด จะรู ้ ตวั หรื อไม่ก็ตาม แต่หากเป็ นการ
กล่าวหาของผูเ้ สี ยหาย การกล่าวหาดังกล่าวจะกลายเป็ นคาร้องทุกข์ ตามมาตรา 2 (7)
ลักษณะของคากล่าวโทษ จะกล่าวโทษด้วยหนังสื อหรื อด้วยวาจาก็ได้ และ
การกล่าวโทษสามารถกล่าวโทษได้ต่อพนักงานสอบสวน หรื อพนักงานฝ่ ายปกครอง
หรื อตารวจก็ได้แล้วแต่สะดวก
(8) กำรทำกำรแทนพนักงำนสอบสวน (ดูมาตรา 128) บทบัญญัติมาตรานี้ ได้
บัญญัติไว้โดยเฉพาะที่พนักงานสอบสวนจะให้ผอู้ ื่นทาแทนได้ และการทาแทนใน
ที่ น้ ี ถื อ เป็ นการสอบสวนที่ ช อบด้ว ยกฎหมาย เมื่ อ เป็ นการสอบสวนที่ ช อบด้ว ย
กฎหมาย อัยการก็มีอานาจฟ้ องคดีได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2. กำรสอบสวนสำมัญ
การสอบสวนสามัญ หมายถึงการสอบสวนคดีอาญาทัว่ ๆไป ซึ่ ง
ไม่ใช่เป็ นคดีวิสามัญ ซึ่ งคดีวิสามัญคือ คดีที่ผตู ้ ายถูกเจ้าพนักงานซึ่ งอ้าง
ว่า ปฏิ บ ัติ ร าชการตามหน้า ที่ ฆ่ า ตาย หรื อ ตายในระหว่ า งอยู่ใ นความ
ควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่ งอ้างว่าปฏิบตั ิราชการตามหน้าที่
เกี่ ย วกับ การสอบสวนสามัญ แยกพิ จ ารณาออกเป็ น 2 เรื่ อง
ด้วยกันคือ
1) การสอบสวนสามัญในชั้นพนักงานสอบสวน
2) การสัง่ คดีของพนักงานอัยการ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1. กำรสอบสวนสำมัญในชั้นพนักงำนสอบสวน แยกพิจารณาได้ดงั นี้
1.1 กำรสอบสวนที่ใด (ดูมาตรา 130)
การสอบสวนที่ใด เป็ นวิธีการสอบสวน และวิธีการสอบสวนกับเขตอานาจการ
สอบสวนนั้น เป็ นคนละเรื่ อ งกัน โดยวิธี การสอบสวนนั้น เจ้า พนักงานผูม้ ี อ านาจ
สอบสวนจะทาการสอบสวน ณ ที่ ใด เวลาใด ก็แล้วแต่จะเห็ นสมควร แม้จะทาการ
สอบสวนในที่ซ่ ึงอยูต่ ่างจังหวัดกับท้องที่ของตนก็ยอ่ มทาได้
การสอบสวนคดี อ าญา ต้อ งการความเป็ นธรรมและรวดเร็ ว กฎหมายจึ ง
กาหนดให้เริ่ มสอบสวนโดยมิชกั ช้า และพนักงานสอบสวนย่อมสอบสวนไปได้โดย
ผูต้ อ้ งหาไม่จาต้องอยูด่ ว้ ย
1.2 ให้ รวบรวมพยำนหลักฐำน (ดูมาตรา 2 (11)) ประกอบมาตรา 131) จากบทบัญญัติ
ดัง กล่ า วจะเห็ น ได้ ว่ า กฎหมายบัญ ญัติ ใ ห้ พ นั ก งานสอบสวนสามารถรวมรวบ
พยานหลักฐานได้ทุกชนิ ด แต่ พยานหลักฐานดังกล่ าวจะต้องเป็ นพยานหลักฐานที่
เกี่ยวข้องกับความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรื อความบริ สุทธิ์ของผูต้ อ้ งหาเท่านั้น
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรพิสูจน์ ควำมจริงทำงวิทยำศำสตร์ (ดูมาตรา 131/1)
การพิสูจน์ความจริ งโดยพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็ นบทบัญญัติที่กาหนด
ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนมีอานาจสัง่ ให้ทาการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุหรื อ
เอกสาร โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่ งทาให้สามารถค้นหาความจริ งได้ชดั เจนขึ้น
การตรวจพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ ได้น้ นั ต้องเป็ นความผิดอาญาที่มีอตั ราโทษ
จาคุ ก อย่า งสู งเกิ น 3 ปี แต่ก ารที่ จ ะเอาส่ ว นประกอบของร่ า งกายไปตรวจพิ สูจน์ทาง
วิทยาศาสตร์ ของผูเ้ สี ยหาย ผูต้ อ้ งหา หรื อบุคคลที่ เกี่ ยวข้องเป็ นพยานบุ คคลดังกล่าว
จะต้องยินยอมด้วย หากบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอม ก็ไม่อาจเอาส่ วนประกอบของร่ างกาย
ไปตรวจพิสูจน์ได้ แต่หากการไม่ยินยอมนั้นไม่มีเหตุอนั สมควร หรื อการกระทาการ
ป้ องปั ด ขัด ขวางไม่ ใ ห้ บุ ค คลที่ เ กี่ ย วข้อ งให้ ค วามยิ น ยอม โดยไม่ มี เ หตุ อ ัน สมควร
กฎหมายให้สันนิ ษฐานในเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริ งเป็ นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้
ตรวจแล้วจะเป็ นผลเสี ยแก่ ผูต้ อ้ งหา หรื อผูเ้ สี ยหายนั้นแล้วแต่กรณี แต่ขอ้ สันนิ ษฐาน
ดังกล่าวเป็ นเพียงการสันนิ ษฐานของกฎหมาย ผูท้ ี่เสี ยประโยชน์จากการสันนิ ษฐานนั้น
ย่อมสามารถพิสูจน์ความจริ งว่าไม่ได้เป็ นไปตามข้อสันนิษฐานนั้นได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.3 พนักงำนสอบสวนมีอำนำจรวบรวมพยำน (ดูมาตรา 132) บทบัญญัติ
ดังกล่าวเป็ นการเพิ่มอานาจของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 131ให้ชดั เจนขึ้นว่า
หากพนักงานสอบสวนค้นพบสิ่ งใดที่จะเป็ นพยานหลักฐานในคดีได้แล้ว พนักงาน
สอบสวนสามารถนาพยานหลักฐานเหล่านั้นเข้ามารวบรวมในสานวนการสอบสวน
ได้ท้งั สิ้ น
1.4 กำรสอบพยำนบุคคล ดูมาตรา (133) กรณี น้ ีเป็ นเรื่ องกฎหมายให้อานาจ
พนักงานสอบสวนที่จะทาการรวบรวมพยานบุคคล หากบุคคลผูเ้ ป็ นพยานยอมมาให้
การต่อพนักงานสอบสวนตามคาเชิ ญหรื อคาขอด้วยวาจา พนักงานสอบสวนก็ไม่
จาเป็ นต้อ งออกหมายเรี ย กตามมาตรานี้ แม้ไ ม่ ไ ด้มีการออกหมายเรี ย ก พนัก งาน
สอบสวนก็สามารถที่จะสอบสวนผูน้ ้ นั ไว้เป็ นพยานได้
การออกหมายเรี ย กตามมาตรานี้ อาจเป็ นเพราะพนัก งานสอบสวนไม่
สามารถติดตามตัวพยานได้ หรื อพยานไม่ยอมมาเป็ นพยานตามคาขอร้ องด้วยวาจา
จึงมีความจาเป็ นที่จะต้องใช้วธิ ีการตามมาตรานี้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
บุคคลทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็ นบุคคลพิการ หรื อบุคคลธรรมดา สามารถที่ จะให้
การเป็ นพยานในคดีอาญาได้ท้ งั สิ้ น โดยไม่จากัดชนชั้นวรรณะ
กฎหมายใช้คาว่า “ถ้ อยคำของเขำอำจเป็ นประโยชน์ แก่ คดี ” หมายความว่าพนักงาน
สอบสวนสามารถสอบพยานใดๆ ก็ได้ แม้เป็ นพยานบอกเล่าหรื อพยานที่ไม่เห็นเหตุการณ์
แต่คาให้การของเขานั้นเป็ นประโยชน์แก่คดี เช่น เป็ นพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ก่อน
หรื อหลังเกิดเหตุ หรื อเป็ นพยานที่สามารถชี้เบาะแสของคนร้ายหรื อตามจับคนร้ ายได้ หรื อ
เป็ นผูส้ ื บสวนหาตัวคนร้ายในทางลับ เหล่านี้ พนักงานสอบสวนก็สามารถสอบไว้เป็ นพยาน
ได้
พยานทางฝ่ ายผูต้ ้อ งหา เมื่ อ ตามสภาพแห่ ง คดี เ ห็ น ได้ว่ า ผูต้ ้อ งหาไม่ ไ ด้ก ระท า
ความผิด พยานของฝ่ ายผูต้ อ้ งหาที่ จะพิสูจน์ถึงความบริ สุทธิ์ ก็ตอ้ งถื อว่าเป็ นพยานที่ เป็ น
ประโยชน์แ ก่ คดี ที่ พ นักงานสอบสวนจะท าการสอบสวนพยานบุ ค คลเหล่ า นี้ ร วมไว้ใ น
สานวนได้เหมือนกัน
พยานบุคคลเมื่อเรี ยกมาแล้ว กฎหมายบัญญัติวา่ “ให้ ถำมปำกคำบุคคลนั้นไว้ ” หมายถึง
ถามเพื่อประโยชน์แก่คดีเท่านั้น ไม่ใช่ถามสิ่ งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเลย ในการถามปากคา
นี้พนักงานสอบสวนจะให้ผใู ้ ห้ถอ้ ยคาสาบานหรื อปฏิญาณตัวเสี ยก่อนก็ได้ หรื อจะไม่ตอ้ งให้
สาบานหรื อปฏิญาณก็ได้แล้วแต่สะดวก เพราะกฎหมายใช้คาว่า “ก็ได้ ” ซึ่ งแสดงอยูใ่ นตัวว่า
ไม่ตอ้ งสาบานหรื อปฏิญาณก็ได้ ไม่ทาให้ถอ้ ยคาพยานนั้นเสี ยไปถึงขนาดที่ศาลไม่รับฟัง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
การสาบานหรื อปฏิญาณตัวนี้ ไม่จาเป็ นต้องทาก่อนให้ถอ้ ยคา เพราะก่อนให้ถอ้ ยคา
อาจจะไม่ได้ให้สาบานหรื อปฏิญาณตัวก็ได้ เมื่อเป็ นเช่นนี้ ในระหว่างที่ให้ถอ้ ยคาหากพนักงาน
สอบสวนเห็นว่าสมควรจะให้สาบานหรื อปฏิญาณก็อาจกาหนดให้สาบานหรื อปฏิญาณ เพือ่ การ
ให้ถอ้ ยคานั้นมีน้ าหนักขึ้นก็ได้ หรื อให้การจบแล้ว แต่ตอ้ งการความมัน่ ใจ พนักงานสอบสวน
อาจขอให้สาบานหรื อปฏิญาณเป็ นการย้ าคาให้การที่ให้ถอ้ ยคาไว้น้ นั ก็ได้ การให้พยานสาบาน
หรื อ ปฏิ ญ าณตอนใดหรื อ ไม่ ไม่ ท าให้ถอ้ ยคาของพยานเสี ย ไป เพราะแม้แ ต่ ไ ม่ ส าบานหรื อ
ปฏิญาณ หากถ้อยคาของพยานในชั้นสอบสวนเป็ นที่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ทาให้ถอ้ ยคาพยานนั้นเสี ยไป
ศาลยังสามารถรับฟังถ้อยคาพยานนั้นได้
กรณี พนักงานสอบสวนทาไม่ชอบ จะทาให้ถอ้ ยคาพยานที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน
เสี ยไปและศาลไม่อาจรับฟั งคือกรณี ที่กฎหมายบัญญัติว่า ห้ ำมมิให้ พนักงำนสอบสวนตักเตือน
พูดให้ ท้อใจ หรื อใช้ กลอุบำยเพื่อป้ องกันไม่ ให้ บุคคลใดให้ ถ้อยคำซึ่ งอยำกจะให้ ด้วยควำมเต็มใจ
จุดนี้ของกฎหมำยเป็ นเหตุหนึ่งที่ทำงฝ่ ำยผู้กระทำผิดจะนำสื บให้ เป็ นเป็ นกำรทำลำยน้ำหนัก
พยำนของโจทก์ ให้ หมดสิ้นไปได้
กำรดู ตัวหรื อชี้ตัวผู้ต้องหำ (ดูมาตรา 133 วรรคท้าย) การจัดให้ผูเ้ สี ยหายหรื อพยาน
ยืนยันตัวผูก้ ระทาความผิดในชั้นจับกุมที่เรี ยกกันว่า ให้ดูตวั หรื อให้มีการชี้ตวั ผูต้ อ้ งหา ต้องจัด
ให้มีการดูตวั หรื อชี้ตวั ในสถานที่เหมาะสม คือต้องเป็ นสถานที่ที่สามารถป้ องกันไม่ให้ผกู ้ ระทา
ผิด หรื อผูต้ อ้ งหา เห็นตัวผูเ้ สี ยหายหรื อพยาน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผูเ้ สี ยหายและพยาน
เท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์
แห่งกรณี
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรสอบปำกคำเด็กเป็ นผู้เสี ยหำยหรื อพยำน (ดู มาตรา 133 ทวิ) บทบัญญัติของมาตรานี้ ตอ้ งการให้มีการ
คุม้ ครองผูเ้ สี ยหายและพยานซึ่ งเป็ นเด็ก ที่มีอายุไม่เกิ น 18 ปี แต่ที่สาคัญที่สุดคือผูเ้ สี ยหายหรื อพยานที่เป็ นเด็กดังกล่าว
จะต้องร้องขอด้วย หลักเกณฑ์สาคัญที่จะคุม้ ครองเด็กอายุไม่เกิ น 18 ปี เกี่ ยวกับการสอบปากคาเด็กเป็ นผูเ้ สี ยหายหรื อ
พยานจะต้องประกอบด้วย
1. ประเภทของคดีน้ นั จะต้องเป็ นคดีความผิดตามที่บญั ญัติไว้ในมาตรา 133 ทวิ
2. ต้องเป็ นกรณี ที่ผเู ้ สี ยหายหรื อพยานซึ่ งเป็ นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี และผูเ้ สี ยหายหรื อพยาน ซึ่ งเป็ นเด็กดังกล่าว
ได้ร้องขอด้วย หากผูเ้ สี ยหายหรื อพยานที่ เป็ นเด็กดังกล่าวไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนสอบสวนไม่ จาเป็ นต้อง
จัดการหรื อดาเนินการให้ความคุม้ ครองตามมาตรานี้
เมื่อครบหลักเกณฑ์ดงั กล่าวแล้ว การที่พนักงานสอบสวนจะถามปากคาเด็กในฐานะเป็ นผูเ้ สี ยหายหรื อพยาน
พนักงานสอบสวนจะต้องแยกกระทาเป็ นสัดส่ วนในสถานที่เหมาะสมสาหรับเด็ก กล่าวคือจะต้องจัดสถานที่ ข้ ึนเป็ น
พิเศษ ให้มีสัดส่ วน เพื่อไม่ให้เด็กมีความรู ้ สึกในทางที่ไม่ดี หรื อเกิ ดความหวาดกลัวจนทาให้ไม่กล้าให้การหรื อตอบ
คาซักถามได้ตามปกติ หรื อไม่ให้มีการข่มขู่เด็กที่ จะให้การไปตามสัตย์จริ ง และนอกจากจัดสถานที่ ดงั กล่าวแล้ว ยัง
จะต้องให้มีนกั จิตวิทยาหรื อนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่ วมในการถามปากคาด้วย
กำรจัดให้ เด็กชี้ตัวผู้ต้องหำ (ดูมาตรา 133 ตรี )
การชี้ ตวั ผูต้ อ้ งหามีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะการชี้ ตวั ผิดย่อมหมายถึ งว่าไม่มีพยานยืนยันว่าผูต้ อ้ งหาได้
กระทาความผิดจริ ง หากให้ผตู ้ อ้ งหาเห็นเด็กที่จะชี้ ตวั แล้ว ย่อมทาให้เด็กไม่กล้าชี้ ตวั ถึงกลับไม่ยอมชี้ตวั ได้ ทาให้ขาด
พยานหลักฐาน ถือว่าไม่มีพยานยืนยันตัวผูต้ อ้ งหา กฎหมายจึงให้พนักงานสอบสวนจัดสถานที่ที่ไม่ให้ผตู ้ อ้ งหาเห็นตัว
ผูเ้ สี ยหายหรื อพยานที่เป็ นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่จะทาการชี้ตวั และต้องให้มีบุคคลทั้ง 3 กรณี คือ นักจิตวิทยา หรื อนัก
สังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานสอบสวนร่ วมอยูด่ ว้ ย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.5 กำรสอบสวนผู้ ต้องหำ (ดูมาตรา 134 – 135) จากหลักกฎหมายดังกล่าวแยกการ
สอบสวนผูต้ อ้ งหาได้ดงั นี้
ก.ต้ องถือว่ ำยังไม่ มีควำมผิด กรณี น้ ี เป็ นหลักประกันผูต้ อ้ งหา โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ให้สันนิ ษฐานไว้ก่อนว่า ในคดี อาญาผูต้ อ้ งหายังไม่มีความผิด พนักงานสอบสวนจะปฏิบตั ิ ต่อ
ผูต้ อ้ งหาเสมือนเป็ นผูก้ ระทาความผิดมิได้
ข.กำรได้ ตวั ผู้ต้องหำ ตามาตรา 134 วรรคหนึ่ง การได้ตวั ผูต้ อ้ งหาทาได้ 4 วิธีดว้ ยกันคือ
1) ผูต้ อ้ งหาถูกเรี ยก หรื อ
2) ส่ งตัวมา หรื อ
3) เข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรื อ
4) ปรากฏว่ามาอยูต่ ่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว
เมื่อได้ตวั ผูต้ อ้ งหามาแล้ว เป็ นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่กฎหมายกาหนดให้ถาม
ชื่อตัว ชื่อรอง สัญชาติ บิดา มารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และสอบในฐานะเป็ นผูต้ อ้ งหาได้เลย
ทั้งมีอานาจในการควบคุมหรื อปล่อยตัวชัว่ คราวด้วย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ค.กำรแจ้ งข้ อเท็จจริ งและข้ อหำ มาตรา 134 วรรคแรก ใช้คาว่า“แจ้ งให้ ทรำบถึงข้ อเท็จจริ งเกี่ ยวกับ
กระท ำที่ก ล่ ำวหำว่ ำ ผู้ต้ อ งหำได้ ก ระท ำผิด แล้ ว จึง แจ้ งข้ อ หำให้ ท รำบ” จากหลักกฎหมายดัง กล่ า วพนัก งาน
สอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องแจ้งข้อเท็จจริ งที่หาว่าผูต้ อ้ งหากระทาความผิดด้วย
วัตถุ ประสงค์ที่กฎหมายให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้ง ข้อเท็จจริ ง เกี่ ยวกับข้อกล่ าวหาและข้อหาให้
ผูต้ อ้ งหาทราบ ก็เพื่อผูต้ อ้ งจะได้รู้ตวั และสามารถหาพยานหลักฐานมาต่อสูค้ ดีได้ เพราะในปั จจุบนั ก่อนที่จะมีการ
จับกุมดาเนินคดีในเรื่ องใด พนักงานสอบสวนจะต้องได้พยานหลักฐานเรื่ องนั้นมาอย่างเพียงพอแล้ว ที่จะสามารถ
แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริ งเกี่ยวกับการกระทาผิดในเรื่ องนั้นได้ และตามมาตรา 134 วรรคสอง บัญญัติว่า
“กำรแจ้ งข้ อ หำตำมวรรคหนึ่ง จะต้ อ งมีหลัก ฐำนตำมสมควรว่ ำ ผู้น้ัน น่ ำจะได้ ก ระท ำผิด ตำมข้ อ หำ” เมื่ อได้
สอบสวนมาก่อน พนักงานสอบสวนย่อมมีรายละเอียดเกี่ ยวกับข้อเท็จจริ งในคดี พอสมควร จึงขอหมายจับได้
กฎหมายจึ งบัญญัติให้แจ้งข้อ เท็จจริ ง ของคดี เรื่ องนั้นแล้ว จึ งแจ้งข้อ หาให้ทราบ หากสอบสวนเบื้ องต้นแล้ว
ข้อเท็จจริ งยังไม่ชดั ก็ตอ้ งสอบข้อเท็จจริ งนั้นให้ชดั แล้วจึงจะสามารถแจ้งข้อเท็จจริ งและแจ้งข้อหาให้ผตู้ อ้ งหา
ทราบได้ และมีผลอีกประการหนึ่งตามมาตรา 134 วรรคสี่ บัญญัติว่า “พนักงำนสอบสวนต้ องให้ โอกำสผู้ต้องหำที่
จะแก้ข้อหำ และที่จะแสดงข้ อเท็จจริงอันเป็ นประโยชน์ แก่ตนได้ ” จากหลักกฎหมายดังกล่าวพนักงานสอบสวนจึง
จาเป็ นที่ จ ะต้อ งแจ้ง ให้ผูต้ ้อ งหาทราบถึ ง ข้อ เท็จ จริ ง ที่ กล่ า วหา แล้ว แจ้ง ข้อ หาให้ท ราบตามกัน ไป การแจ้ง
ข้อเท็จจริ งและข้อหานี้ถือเป็ นเรื่ องสาคัญที่พนักงานสอบสวนจะหลงลืมเสี ยมิได้
ในกรณี พ นัก งานสอบสวนได้แ จ้ง ข้อ เท็จ จริ ง และข้อ หาไปแล้ว หากมี ก ารผิ ด พลาดย่อ มต้อ งแจ้ง
ข้อเท็จจริ งและข้อหาใหม่ให้ถูกต้อง หรื อในการสอบสวนนั้นหากปรากฏว่ามีขอ้ หาอื่นเพิ่มเติม หรื อผลของการ
สอบสวนในระหว่างสอบสวนนั้นข้อเท็จจริ งเปลี่ยนแปลงไป พนักงานสอบสวนสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มเติมใหม่
เสี ยให้ถูกต้องได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ตัวอย่ ำง ครั้งแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าทาร้ายร่ างกาย ต่อมาจาก
พยานหลักฐานได้ความว่าเป็ นพยายามฆ่าผูอ้ ื่น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาใหม่เป็ น
พยายามฆ่าผูอ้ ื่นย่อมสามารถทาได้ (ฎีกาที่ 755/2509)
การแจ้ง ข้อ หาจะต้อ งได้ก ระทาขึ้ น ก่ อ นที่ ผูต้ ้อ งหาจะให้ก ารต่ อ พนัก งาน
สอบสวน เพราะหากผูต้ ้อ งหาให้ก ารรั บ ต่ อ พนัก งานสอบสวน ตามที่ พ นัก งาน
สอบสวนถามผูต้ ้อ งหาก่ อ นที่ จ ะแจ้งข้อ หาให้ท ราบ ถื อ ว่า ผูน้ ้ ันยังไม่ อ ยู่ในฐานะ
ผูต้ อ้ งหา โจทก์จะอ้างเอาคารับสารภาพดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ว่าจาเลยมีความผิดตาม
ฟ้ องย่อมเป็ นการไม่ชอบ (ฎีกาที่ 148/2536)
ลักษณะการแจ้งข้อหาคือ เป็ นเรื่ องบอกให้ผตู ้ อ้ งหาทราบว่าเขาทาผิดด้วยการ
กระทาอะไร ไม่มีลกั ษณะเป็ นการแจ้งถึงตัวบทกฎหมาย เช่นพนักงานสอบสวนแจ้ง
ข้อหาแก่จาเลยว่า ก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุ ญาต การแจ้งในลักษณะ
ดัง กล่ า วถื อ เป็ นการแจ้ง ข้อ หาโดยชอบตามมาตรา 134 แล้ว หาจ าต้อ งแจ้ง ชื่ อ
พระราชบัญญัติไม่
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ง. ก่ อนถำมคำให้ กำร ต้ องแจ้ งข้ อที่สำคัญให้ ผู้ต้องหำทรำบด้ วย (ดูมาตรา 134/4)
บทบัญญัติ มาตรา 134/4 เป็ นเรื่ องที่ กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติ มความขึ้นใหม่ ซึ่ งตาม
กฎหมายที่ แ ก้ไ ขใหม่ น้ ี บัญ ญัติ ใ ห้ พนัก งานสอบสวนต้อ งแจ้ง ให้ผูต้ ้อ งหาทราบก่ อ นว่ า
ผูต้ อ้ งหามีสิทธิ ที่จะให้การหรื อไม่ให้การก็ได้ ถ้าผูต้ อ้ งหาให้การ ถ้อยคาที่ผตู ้ อ้ งหาให้การนั้น
อาจใช้เป็ นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และนอกจากนี้ ตอ้ งแจ้งให้ผตู ้ อ้ งหาทราบอีก
ว่า ผูต้ อ้ งหามีสิทธิ ให้ทนายความหรื อผูซ้ ่ ึ งต้นไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคาตนได้
การแจ้งให้ผตู ้ อ้ งหาทราบถึงสิ ทธิ ดงั กล่าวมีความสาคัญมาก พนักงานสอบสวนจะงด
เสี ยมิได้ เพราะหากไม่แจ้งให้ครบถ้วนดังกล่าว ถ้อยคาของผูต้ อ้ งหาที่ได้มานั้นจะรับฟั งเป็ น
พยานหลักฐานในการพิจารณาความผิดของผูต้ อ้ งหานั้นไม่ได้เลย ตามมาตรา 134/4 วรรค
ท้าย
การแจ้งให้ผตู ้ อ้ งหาทราบถึงสิ ทธิ ดงั กล่าว กฎหมายใช้คาว่า “ก่ อน” ดังนั้นการแจ้ง
สิ ทธิ ดงั กล่าวจะต้องแจ้งก่อนที่ผตู ้ อ้ งหาจะให้การ ไม่ใช่แจ้งให้ทราบหลังจากที่ให้การไปแล้ว
การแจ้งให้ทราบภายหลังที่ ผูต้ อ้ งหาให้การใดๆ ไปแล้ว ย่อมทาให้การสอบสวนปากคา
ผูต้ อ้ งหานั้นเสี ยไป ศาลจะไม่รับฟังถ้อยคาของผูต้ อ้ งหานั้นในการพิจารณาคดี
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
จ. กำรจับและควบคุม (ดูมาตรา 134 วรรคห้า)
กรณี ตามมาตรา 134 วรรคห้า หมายถึงว่าเมื่ อผูต้ อ้ งหาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน
ไม่วา่ ในกรณี ใดๆ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแล้ว แต่ผตู ้ อ้ งหาไม่ใช่ผถู ้ ูกจับ และยังไม่มี
การออกหมายจับ เช่น ผูต้ อ้ งหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน กรณี น้ ี พนักงานสอบสวนจะ
จับผูต้ อ้ งหายังไม่ได้ เมื่ อจับไม่ได้ก็ยงั ไม่มีอานาจควบคุมตัวผูต้ อ้ งหานั้น แต่กรณี น้ ี พนักงาน
สอบสวนมีอานาจพิจารณาว่า มีเหตุที่จะออกหมายขังผูต้ อ้ งหาได้หรื อไม่ หากเห็นว่ามีเหตุที่จะ
ออกหมายขังผูต้ อ้ งหาระหว่างสอบสวนได้ พนักงานสอบสวนก็สามารถให้ศาลออกหมายขังใน
ระหว่างสอบสวนได้ โดยให้พนักงานสอบสวนมีอานาจสั่งให้ผูต้ อ้ งหาไปศาลในทันที แต่ถา้
ขณะนั้นเป็ นเวลาที่ศาลปิ ดหรื อใกล้จะปิ ดทาการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผตู ้ อ้ งหาไปศาลใน
โอกาสแรกที่ศาลเปิ ดทาการ ส่ วนระยะเวลาขังจะมีจานวนเพียงใดนั้น ให้นามาตรา 87 มาบังคับ
ใช้ในการพิจารณาออกหมายขังในกรณี น้ ีโดยอนุโลม
หากผูต้ อ้ งหาไม่ปฏิบตั ิตามคาสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าวข้างต้น คือไม่ไปศาล
ตามคาสั่ง พนักงานสอบสวนมีอานาจจับผูต้ อ้ งหานั้นได้ การจับในกรณี น้ ี ถอื ว่า เป็ นกรณี จาเป็ น
เร่ งด่วนที่ สามารถจับผูต้ อ้ งหาได้โดยไม่ตอ้ งมี หมายจับ เมื่อจับแล้วก็ย่อมมีอานาจควบคุมตัว
ผูต้ อ้ งหาได้และพนักงานสอบสวนมีอานาจปล่อยชัว่ คราว หรื อควบคุมตัวผูต้ อ้ งหาไว้ตามอานาจ
ที่กฎหมายกาหนด การควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนต้องปฏิบตั ิตามมาตรา 87
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ฉ. กำรบันทึกคำให้ กำรของผู้ต้องหำ (ดูมาตรา 134/4 วรรคสอง)
การบันทึ กคาให้การของผูต้ อ้ งหา ตามมาตรา 134/4 วรรคสอง
จะต้องจดบันทึ กขึ้ นหลังจากที่ ได้แจ้งข้อหาและบอกให้ผูต้ อ้ งหาทราบ
แล้ว ว่า ถ้อ ยค าที่ ก ล่ า วนั้น ใช้ย นั เขาในการพิ จ ารณาของศาลได้ หาก
บันทึกคาให้การขึ้นก่อนที่จะแจ้งข้อหาและบอกให้ทราบดังกล่าว ถือว่า
บันทึกนั้นไม่ใช่บนั ทึกคาให้การในฐานะเป็ นผูต้ อ้ งหา เขายังไม่รู้ขอ้ หา
ยังไม่รู้วา่ เขาต้องตกเป็ นผูต้ อ้ งหา
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ช. ต้ องถำมว่ ำมีทนำยควำมหรือไม่ (ดูมาตรา 134/1)
บทบัญญัติ มาตรา 134/1 เป็ นบทบัญญัติคุม้ ครองป้ องกันสิ ทธิ ของผูต้ อ้ งหา ซึ่ งพนักงาน
สอบสวนจะต้องถามผูต้ อ้ งหาเรื่ องทนายความ และต้องปฏิบตั ิตามบทบัญญัติในมาตรานี้ โดยเคร่ งครัด
หากไม่ ถ ามผูต้ ้อ งหาเกี่ ย วกับ ทนายความ ย่อ มท าให้ก ารสอบค าให้ก ารของผูต้ ้อ งหานั้น ไม่ ช อบ
คาให้การของผูต้ อ้ งหาดังกล่าวศาลไม่อาจรับฟังได้
เกี่ยวกับเรื่ องทนายความ แบ่งคดีออกเป็ น ๓ ลักษณะด้วยกันคือ
1. ในคดีมีอตั ราโทษประหารชีวิต
2. ในคดีที่ผตู้ อ้ งหามีอายุไม่เกิน 18 ปี
3. ในคดีมีอตั ราโทษจาคุก
สาหรับคดีในข้อ 1. และ 2. นั้น ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่ มถามคาให้การ
พนักงานสอบสวนต้องถามผูต้ อ้ งหาว่ามีทนายความหรื อไม่ หากผูต้ อ้ งหามีทนายความแล้ว รัฐก็ไม่
ต้อ งจัด หาทนายความให้ โดยให้ท นายความของผูต้ ้อ งหาพบผูต้ ้อ งหาและเข้า ฟั ง การสอบถาม
คาให้การของผูต้ อ้ งหาได้ แต่ถา้ ผูต้ อ้ งหาตอบว่ายังไม่มีทนายความกฎหมายบังคับให้รัฐต้องจัดหา
ทนายความให้ พนักงานสอบสวนจะต้องดาเนิ นการจัดหาทนายความให้ก่อน จะสอบถามคาให้การ
ของผูต้ อ้ งหายังไม่ได้ ต้องรอให้ทนายความมาพบผูต้ อ้ งหาและเข้าฟังการสอบถามคาให้การก่อน
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
สาหรับในคดีในข้อ 3. นั้น ก่อนถามคาให้การพนักงานสอบสวนต้องถามผูต้ อ้ งหาว่า
มี ทนายความหรื อไม่ ถ้ามีทนายความก็ให้ทนายความมาพบผูต้ อ้ งหาและเข้าฟั งการถาม
คาให้การได้ แต่ถา้ ผูต้ อ้ งหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องถามต่ออีกว่าต้องการ
ทนายความหรื อไม่ ถ้าผูต้ อ้ งหาไม่ตอ้ งการทนายความก็บนั ทึกไว้และสอบถามคาให้การไป
ได้โดยไม่ตอ้ งมี ทนายความ แต่ถา้ ผูต้ อ้ งหาตอบว่าต้องการทนายความ ในกรณี น้ ี รัฐต้อง
จัดหาทนายความให้โดยพนักงานสอบสวนจะถามคาให้การต่อไปไม่ได้ ต้องดาเนิ นการ
จัดหาทนายความให้กบั ผูต้ อ้ งหาก่อนจะถามคาให้การต่อไปยังไม่ได้
ทนายความที่รัฐจัดหาให้จะได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่กระทรวง
ยุติธรรมกาหนด
เมื่อจัดหาทนายความให้กบั ผูต้ อ้ งหาแล้ว หากทนายความไม่มาพบผูต้ อ้ งหา ไม่ว่า
ด้วยเหตุ ใดๆ โดยไม่ แจ้งเหตุขดั ข้องให้พนักงานสอบสวนทราบ หรื อ แจ้ง แต่ ไม่ มาพบ
ผูต้ อ้ งหาภายในเวลาอันสมควร กฎหมายกาหนดให้พนักงานสอบสวนทาการสอบถาม
คาให้การของผูต้ อ้ งหาไปได้โดยไม่ตอ้ งรอทนายความ แต่พนักงานสอบสวนต้องบันทึกเหตุ
นั้นในสานวนการสอบสวนไว้ดว้ ย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ซ.ข้ อห้ ำมพนักงำนสอบสวนทำกับผู้ต้องหำ (ดูมาตรา 135)
เมื่อถือว่าคาให้การชั้นสอบสวนของผูต้ อ้ งหาใช้เป็ นพยานหลักฐานได้ หากมีการ
กระทาตามมาตรา 135 ต้องถือว่าเป็ นการกระทาที่ไม่ชอบ ทาให้พยานที่ได้น้ นั ไม่ชอบ
ศาลไม่รับฟั ง ตามมาตรา 226 ที่วา่ จะใช้อา้ งเป็ นพยานหลักฐานได้ ต้องเป็ นพยานชนิดที่
ไม่ได้เกิ ดขึ้นจากการจูงใจ มีคามัน่ สัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรื อโดยมิ ชอบประการ
อื่นๆ
ตัวอย่ ำง พยานที่เกิ ดจากการขู่เข็ญ จูงใจว่าจะให้พยานออกจากงานโดยได้รับ
บานาญ และไม่จบั กุมมาดาเนินคดี ย่อมรับฟั งไม่ได้ และหากตกอยูใ่ นฐานะที่จะให้การ
เป็ นผูต้ อ้ งหาด้วย ก็จะเป็ นพยานที่ได้มาโดยไม่ชอบ (ฎีกาที่ 1758/2523)
คารับของผูต้ อ้ งหาในชั้นสอบสวน ซึ่ งเกิดจากการที่พนักงานสอบสวนแนะนาว่า
จะกันไว้เป็ นพยาน ผูต้ อ้ งหานั้นจึงซัดทอดคนอื่นว่าเป็ นผูก้ ระทาความผิดโดยหวังว่าตน
จะถูกกันไว้เป็ นพยานโจทก์น้ นั คารับสารภาพดังกล่าวจะยกขึ้นยันผูต้ อ้ งหาไม่ได้ ตาม
มาตรา 135 (ฎีกาที่ 1039/2482)
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ฌ. สิ ทธิในกำรสอบสวนรวดเร็ ว และให้ ทนำยเข้ ำฟั ง (ดูมาตรา 134
วรรคสาม และมาตรา 134/3)
กรณี น้ ี พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนด้วยความรวดเร็ ว
ต่อเนื่ อง และเป็ นธรรม หากผูต้ อ้ งหาจะใช้สิทธิ ขอให้ทนายความ
หรื อผูซ้ ่ ึ งตนไว้วางใจเข้าฟั งการสอบปากคาของตนแล้ว พนักงาน
สอบสวนจะต้องจัดให้เป็ นไปตามประสงค์ของผูต้ อ้ งหา หากไม่
จัด ให้ต ามความประสงค์ดังกล่ า ว อาจจะขัด ต่ อการด าเนิ น การ
สอบสวน ทาให้คาให้การที่ได้มานั้นไม่ชอบ และศาลไม่รับฟัง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ญ. กำรสอบสวนผู้ต้องหำอำยุไม่ เกิน 18 ปี (ดูมาตรา 134/2)
มาตรา 134/2 บัญ ญัติ ใ ห้ น ามาตรา 133 ทวิ ในเรื่ องของการ
สอบปากคาพยานซึ่ งเป็ นเด็กอายุไม่ เกิ น 18 ปี มาบังคับใช้อนุ โลม คื อ
การสอบสวนผูต้ อ้ งหาอายุไม่ เกิ น 18 ปี ก็ตอ้ งแยกกระท าเป็ นสัดส่ วน
ที่เหมาะสมสาหรับเด็ก และต้องมีนกั จิตวิทยา หรื อนักสังคมสงเคราะห์
บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่ วมในการสอบถามคาให้การ
ด้ ว ย ทั้ ง นี้ ระหว่ า งสอบปากค าพนั ก งานสอบสวนต้ อ งจั ด ให้ ก าร
บันทึกภาพและเสี ยงการถามปากคา และสามารถนาออกถ่ายทอดได้อย่าง
ต่อเนื่ องไว้ตามมาตรา 134 ทวิ และหากให้มีการชี้ตวั ผูต้ อ้ งหา ซึ่ งเป็ นเด็ก
อายุไม่ เกิ น 18 ปี แล้ว ก็จะต้อ งดาเนิ นการมาตรา 133 ทวิ และมาตรา
133 ตรี วรรคสอง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.6 สอบสวนเองหรือส่ งประเด็น (ดูมาตรา 138)
การส่ งประเด็นตามความหมายของมาตรานี้ เฉพาะส่ งประเด็นไป
ให้พนักงานสอบสวนท้องที่อื่นทาการสอบสวนเพื่อทราบความเป็ นมา
แห่ งชี วิต และความประพฤติ อันเป็ นอาจิ ณของผูต้ อ้ งหาเท่ านั้น มิ ไ ด้
หมายความถึงการส่ งประเด็นไปสื บพยานอื่น หรื อทาการสอบสวนอย่าง
อื่น เพราะหากเป็ นการสอบสวนพยานอื่นนอกท้องที่ พนักงานสอบสวน
สามารถส่ งประเด็นไปให้พนักงานสอบสวนท้องที่ อื่นทาการสอบสวน
ได้ตามมาตรา 128 อยู่แล้ว และถือว่าการส่ งประเด็นไปสอบสวนพยาน
อื่นหรื อทาการอย่างอื่นตามมาตราดังกล่าว นั้น เป็ นการสอบสวนที่ชอบ
ด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.7 กำรรวบรวมสำนวน (ดูมาตรา 139)
กรณี ต ามมาตรานี้ จะเห็ น ได้ ว่ า บั น ทึ ก ทุ ก ชนิ ด ที่ พ นั ก งาน
สอบสวนท าไว้เกี่ ย วกับ คดี จะต้อ งนามารวมส านวนไว้ท้ งั สิ้ น จะเก็บ
เอาไว้หรื อทิ้งไป หรื อทาลายเสี ยไม่ได้ ถือว่าเป็ นการกระทาที่ไม่ชอบ
ตั ว อย่ ำ ง การที่ พ นัก งานสอบสวนได้ท าบัน ทึ ก ค าให้ ก ารของ
ผูต้ อ้ งหาและผูก้ ล่าวหาไว้ ต่อมาได้ทาบันทึกคาให้การของผูต้ อ้ งหาและ
ผูก้ ล่าวหาใหม่ ต้องนาบันทึกเดิมนั้นมารวมสานวนด้วย จะอ้างว่าได้ทา
บันทึกคาให้การของผูต้ อ้ งหาและผูก้ ล่าวหาใหม่แล้ว ของเดิ มไม่สาคัญ
จึงไม่นามารวมไว้ในสานวนการสอบสวนไม่ได้ (ฎีกาที่ 929/2537)
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรสั่ งคดีของพนักงำนอัยกำร
เมื่ อ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็ จ สิ้ นแล้ว
เป็ นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนผูร้ ับผิดชอบจะต้องจัดการทาความเห็น
คดีเรื่ องนั้น ส่ งให้พนักงานอัยการดาเนินการต่อไป
เมื่อรวมรวมพยานหลักฐานเสร็ จแล้ว จะได้สานวน 3 ประเภทคือ
1.สานวนที่ไม่ปรากฏตัวผูก้ ระทาผิด
2.สานวนที่ปรากฏตัวผูก้ ระทาผิด
3.สานวนที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.สำนวนทีไ่ ม่ ปรำกฏตัวผู้กระทำผิด (ดูมาตรา 140)
หากความผิดนั้นมี อตั ราโทษจาคุ กอย่างสู งไม่เกิ น 3 ปี พนักงานสอบสวน
มีอานาจสั่งงดการสอบสวน และบันทึกเหตุที่งดไว้ แล้วส่ งบันทึกพร้อมกับสานวน
ไปยังพนักงานอัยการ เมื่ อพนักงานอัยการเห็ นสมควรให้งดการสอบสวน ก็จะงด
การสอบสวน แต่ถา้ ไม่เห็นด้วยก็จะสั่งให้ดาเนิ นการสอบสวนต่อไป ซึ่ งพนักงาน
สอบสวนจะต้องปฏิบตั ิตามนั้น
หากความผิ ด มี อ ัต ราโทษอย่า งสู ง เกิ น กว่า 3 ปี เป็ นหน้า ที่ ข องพนั ก งาน
สอบสวนที่ จ ะส่ ง ส านวนไปยัง พนัก งานอัย การพร้ อ มทั้ง ความเห็ น ที่ ค วรให้ ง ด
การสอบสวน แต่ จะสั่งงดการสอบสวนเหมื อนกับคดี ที่มีอตั ราโทษจาคุ กอย่างสู ง
ไม่เ กิ น 3 ปี ไม่ ได้ เมื่ อ พนักงานอัย การเห็ นสมควรให้งดการสอบสวนก็จ ะสั่งงด
การสอบสวน หากไม่ ฟ้ องด้ว ยก็จ ะสั่งให้สอบสวนต่ อ ไป ซึ่ งพนักงานสอบสวน
จะต้องปฏิบตั ิตามนั้น
กรณี พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนต่อไป จะส่ งสานวนคืนไปยังพนักงาน
สอบสวนด้วย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2. สำนวนทีป่ รำกฏตัวผู้กระทำผิด (ดูมาตรา 141)
เกี่ ยวกับสานวนที่ ปรากฏตัวผูก้ ระทาผิดแบ่งได้ 4
กรณี คือ
1) สานวนที่ปรากฏตัวแต่เรี ยกหรื อจับยังไม่ได้
2) สานวนที่ปรากฏตัวซึ่งเรี ยกหรื อได้ตวั แล้ว
3) สานวนคดีเปรี ยบเทียบ
4) สานวนคดีวิสามัญฆาตกรรม
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
1.สำนวนทีป่ รำกฏตัวแต่ เรียกหรือจับยังไม่ ได้ (ดูมาตรา 141) สานวนประเภทนี้
หมายถึงสานวนที่ รู ้ตวั ว่าใครเป็ นผูก้ ระทาผิดแล้ว โดยอาจจะรู ้รูปร่ างลักษณะท่าทาง
ที่สามารถบอกได้ว่าเป็ นใคร หรื ออาจจะรู ้ชื่อผูก้ ระทาความผิดได้โดยตรง แต่หากเพียงเห็น
ลักษณะท่าทางรู ปร่ างยังไม่มีผทู ้ ี่จะชี้ได้วา่ เป็ นใคร ยังไม่เป็ นสานวนที่รู้ตวั ผูก้ ระทาผิด
เมื่ อ รู ้ ต ัว ผูก้ ระท าผิ ดแล้ว แต่ เรี ย กหรื อ จับ ตัว ยัง ไม่ ไ ด้ และพนัก งานสอบสวนได้
พยายามติดตามจับกุมจนเห็นได้ว่าไม่มีทางที่จะได้ตวั มาแน่ นอนแล้ว พนักงานสอบสวนก็
สามารถที่จะสรุ ปสานวนทาความเห็นเสนอไปยังพนักงานอัยการได้วา่ ควรสั่งฟ้ องไม่ฟ้อง
กรณี พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หากพนักงานอัยการเห็นชอบด้วย ก็ให้
ออกคาสั่งไม่ฟ้องและแจ้งคาสั่งให้พนักงานสอบสวนทราบ พนักงานสอบสวนจะได้ไม่ตอ้ ง
ท าการสอบสวนการกระท านั้ น อี ก ต่ อ ไป ถื อ ว่ า ยุ ติ ก ารสอบสวนแล้ว นอกจากจะได้
พยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติม ซึ่ งเห็นว่าพอที่จะลงโทษผูก้ ระทาผิดได้ ก็สามารถสอบสวนคดี
นั้นอีก และส่ งสานวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องผูก้ ระทาผิดนั้นต่อศาลได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
สานวนที่พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้ องหรื อไม่ฟ้องก็ตาม ถ้า
พนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้ อง ก็ตอ้ งจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้
ได้ต ัว ผูต้ ้อ งหามา เช่ น ให้ อ อกหมายจับ หรื อ ให้ ส่ ง ต าหนิ รู ป พรรณ
ผูต้ อ้ งหามาเพื่อดาเนิ นการออกหมายจับต่อไปก็ได้ การที่ ตอ้ งให้ได้ตวั
ผูต้ อ้ งหามาก่อนก็เพราะการที่พนักงานอัยการจะฟ้ องผูต้ อ้ งหาต่อศาลได้
นั้นจะต้องส่ งตัวผูต้ อ้ งหาไปศาลพร้ อมฟ้ องด้วย อัยการจะฟ้ องผูต้ อ้ งหา
โดยไม่มีตวั ไม่ได้
การทาความเห็นของพนักงานสอบสวนหรื อพนักงานอัยการที่ จะ
ฟ้ องหรื อไม่ฟ้องนั้น ต้องเป็ นความเห็นที่มีเหตุผลตามกฎหมาย และเป็ น
ความเห็ นจากพยานหลักฐานในสานวน จะเอาข้อเท็จจริ งนอกสานวน
หรื อที่ไม่ปรากฏในสานวนมาพิจารณาเป็ นความเห็นไม่ได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2. สำนวนทีป่ รำกฏตัวซึ่งเรียกหรือได้ ตัวแล้ว
(ดู ม าตรา 142) ส านวนประเภทนี้ เป็ นเรื่ อ งรู ้ ต ัว และปรากฏตัว
ผูก้ ระทาผิดต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ส่ วนผูต้ อ้ งหาที่ได้มานั้นอาจจะอยู่
ระหว่างควบคุมของพนักงานสอบสวน หรื อถูกขังอยูใ่ นอานาจของศาล
ก็ไ ด้ หรื อ อาจจะปล่ อ ยชั่ว คราวโดยมี ป ระกัน หรื อ ไม่ มี ป ระกัน หรื อ
ยัง ไม่ ไ ด้ เ อาตัว มาแต่ เ ชื่ อ ว่ า คงได้ ต ั ว มาเมื่ อ อกหมายเรี ยก เหล่ า นี้
เมื่ อพนักงานสอบสวนได้ทาการรวบรวมพยานหลักฐานเสร็ จสิ้ นแล้ว
ก็ส ามารถท าความเห็ น ตามท้อ งส านวนหรื อ ตามข้อ เท็จ จริ ง ที่ ป รากฏ
ในสานวนว่าควรสั่งฟ้ องหรื อไม่ฟ้อง และส่ งความเห็นพร้อมสานวนนั้น
ไปยังพนักงานอัยการ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2.สำนวนทีป่ รำกฏตัวซึ่งเรียกหรือได้ ตัวแล้ว (ต่ อ...)
ส านวนที่ ไ ด้ ต ัว ผู้ก ระท าผิ ด มาแล้ว เมื่ อ พนั ก งานสอบ สวน
มีความเห็นควรสั่งฟ้ องหรื อไม่ฟ้อง จึงมีปัญหาเกี่ยวผูต้ อ้ งหาว่าจะปฏิบตั ิ
อย่างไร ดังนั้นเมื่ อพนักงานสอบสวนมี ความเห็ นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่ง
เฉพาะแต่สานวนพร้ อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเท่านั้น ส่ วนตัว
ผูต้ อ้ งหาพนักงานสอบสวนมี อ านาจปล่ อย หรื อปล่อ ยชั่วคราวได้ ถ้า
ผูต้ อ้ งหาอยูใ่ นอานาจของศาล พนักงานสอบสวนก็มีอานาจขอให้ปล่อย
ได้ หรื อถ้าไม่แน่ใจว่าพนักงานอัยการจะสั่งอย่างไร เพราะถ้าอัยการเห็น
ว่าหลักฐานพอ ก็อาจจะฟ้ องทาให้ไม่ ได้ตวั ผูต้ อ้ งหามาส่ งได้ ก็อาจส่ ง
สานวนไปยังพนักงานอัยการ และขอให้พนักงานอัยการพิจารณาขอต่อ
ศาลให้ปล่อยก็ได้ ถ้าอัยการเห็นว่าหลักฐานเพียงพอและสั่งฟ้ องก็อาจจะ
ไม่ตอ้ งขอปล่อยตัว เพราะต้องฟ้ องผูต้ อ้ งหาโดยมีตวั อยูใ่ นศาลด้วย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
2.สำนวนทีป่ รำกฏตัวซึ่งเรียกหรือได้ ตัวแล้ว (ต่ อ...)
สานวนที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้ อง ต้องส่ งสานวน
พร้อมผูต้ อ้ งหาไปยังพนักงานอัยการ และเป็ นอานาจของพนักงานอัยการ
ที่จะควบคุมไว้หรื อขอฝากขังต่อศาลต่อไป หากพนักงานอัยการฟ้ องต่อ
ศาลจะต้องมีตวั ผูต้ อ้ งหาพร้อมกับการยืน่ ฟ้ องด้วย เพราะไม่เช่นนั้นศาลจะ
ไม่รับฟ้ อง กรณี น้ ี มีขอ้ ยกเว้นที่พนักงานสอบสวนไม่ตอ้ งส่ งตัวผูต้ อ้ งหา
ไปพร้ อ มส านวน คื อ กรณี ที่ ไ ด้ฝ ากขัง ผูต้ ้อ งหานั้น ไว้ที่ ศ าลแล้ว หรื อ
ผูต้ อ้ งหานั่นได้อยู่ในอานาจของศาลด้วยวิธีการอย่างอื่นแล้ว เช่นนี้ ย่อม
ส่ งแต่สานวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการเท่านั้น โดยเพียงแต่แจ้ง
ว่าผูต้ อ้ งหาอยู่ในอ านาจศาลแล้ว และเมื่ อ อัย การยื่นฟ้ องต่ อศาลจะได้
ขอให้ศาลเบิ กตัวมาพิจารณาพิพากษาในคดี น้ ี ต่อไป ถ้าพนักงานอัยการ
สั่งไม่ ฟ้องและผูต้ อ้ งหาขังอยู่ในคดี เดี ยวกัน ทางอัยการก็จะขอให้ศาล
ปล่อยตัวผูต้ อ้ งหาเอง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
3.สำนวนคดีเปรียบเทียบ
คดีอาญาบางความผิดอยูใ่ นอานาจของเจ้าพนักงาน หรื อพนักงาน
สอบสวนที่จะทาการเปรี ยบเทียบได้ ตามมาตรา 37 และ มาตรา 38 เมื่ อ
เจ้าพนักงานได้ทาการบันทึกการเปรี ยบเทียบแล้ว ก็ตอ้ งส่ งบันทึกนั้นไป
ยังอัย การ ตามความในมาตรา 142 วรรคท้า ย เมื่ อพนักงานอัยการรั บ
สานวน บันทึ กการเปรี ยบเที ยบ แล้วเห็ นว่า การเปรี ยบเที ยบยังมี ความ
บกพร่ อง ก็สามารถที่จะสอบสวนเพิ่มเติม ตามมาตรา 143 แต่หากเห็นว่า
การเปรี ยบเที ย บไม่ ช อบก็ จ ะคื น ส านวนไปให้ พ นั ก งานสอบสวน
ด าเนิ น คดี ต่ อ ไป หากเห็ น ว่ า การเปรี ยบเที ย บชอบก็ จ ะสั่ ง ว่ า การ
เปรี ยบเทียบชอบแล้ว คดีเป็ นอันยุติ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
4.สำนวนคดีวสิ ำมัญฆำตกรรม (ดูมาตรา 143 วรรคท้าย)
คดีวิสามัญฆาตกรรม คือ คดีที่มีการฆาตกรรม 2 ประเภทคือ
ก.คดี ที่ ผูต้ ายถู ก เจ้า พนัก งานซึ่ งอ้า งว่า ปฏิ บ ัติ ร าชการ
ตามหน้าที่ฆ่าตาย หรื อ
ข.ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุ มของเจ้าพนักงาน
ซึ่ งอ้างว่าปฏิบตั ิราชการตามหน้าที่
คดี ท้ ัง สองประเภทดัง กล่ า ว เป็ นอ านาจของอัย การสู ง สุ ด หรื อ
ผูร้ ักษาราชการแทนเท่านั้นที่จะมีอานาจออกคาสั่งฟ้ องหรื อไม่ฟ้อง
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
3.สำนวนทีพ่ นักงำนอัยกำรสั่ งไม่ ฟ้อง
สาหรับในเรื่ องนี้ หากคดีใดเป็ นคดีที่อยั การสู งสุ ด มีคาสั่งไม่ฟ้อง ถือว่าถึงที่สุดเพราะ
ในมาตรา 145 นี้ ได้ต้ งั เงื่ อนไขไว้ว่า “คำสั่ งนั้นไม่ ใช่ ของอธิบดีกรมอัยกำร” ดังนั้นถ้าอัยการ
สู งสุ ดเป็ นผูส้ ั่งไม่ฟ้องแล้วก็ไม่ตอ้ งเสนอไปยังผูม้ ีอานาจทาความเห็น แต่หากเป็ นเพียงคาสั่ง
ของรองอัยการสู งสุ ดที่ปฏิบตั ิราชการแทนหรื อได้รับมอบหมายเช่นนี้ จะไม่ถึงที่สุด ต้องเสนอ
ความเห็ นไปยังผูม้ ี ตาแหน่ งในมาตรา 145 เพราะรองอัยการสู งสุ ดกฎหมายไม่ ได้ให้อานาจ
เว้นแต่จะใช้อานาจของอัยการสู งสุ ดในกรณี รักษาการแทนเมื่ออัยการสู งสุ ดไม่อยู่ หรื อไม่อาจ
ปฏิบตั ิราชการได้เท่านั้น จึงจะเป็ นคาสั่งไม่ฟ้องที่ถึงที่สุดได้
สาหรั บกรุ งเทพมหานคร หากเป็ นคาสั่งของอัยการโดยทัว่ ไปที่ ไม่ใช่ อยั การสู งสุ ด
เมื่อมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จะต้องเสนอสานวนและความเห็นไปยังผูบ้ ญั ชาการ รองผูบ้ ญั ชาการ
หรื อผูช้ ่วยผูบ้ ญั ชาการตารวจแห่งชาติ ส่ วนในต่างจังหวัดเสนอไปยังผูว้ า่ ราชการจังหวัด หากผูม้ ี
ต าแหน่ ง ดัง กล่ า วเห็ น ชอบก็ เ ป็ นการยุ ติ ก ารสอบสวน ถื อ ว่ า การสอบสวนถึ ง ที่ สุ ด แต่ ถ ้า
ไม่เห็นชอบด้วยผูม้ ีตาแหน่งดังกล่าวก็ตอ้ งทาความเห็นแย้งคาสั่งของอัยการ กรณี ที่มีความเห็น
แย้งดังกล่าว ไม่ว่าในกรุ งเทพมหานครหรื อต่างจังหวัดต้องส่ งเรื่ องให้อยั การสู งสุ ดชี้ขาด เมื่อ
อัยการสู งสุ ดชี้ขาดอย่างไรแล้วก็ปฏิบตั ิไปตามนั้น
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรแจ้ งคำสั่ งไม่ ฟ้อง (ดูมาตรา 146)
กรณี มีคาสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีน้ นั ต้องแจ้งคาสั่งให้ผตู ้ อ้ งหาและผูเ้ สี ยหายหรื อผูร้ ้องทุกข์
ทราบ และเมื่อมีคาสั่งไม่ฟ้องถ้าผูต้ อ้ งหาถูกควบคุมหรื อขังอยู่ ต้องจัดการปล่อยตัวไปหรื อขอให้
ศาลปล่อยตัวไปแล้วแต่กรณี
กำรได้ พยำนหลักฐำนใหม่ (ดูมาตรา 147 )
กรณี น้ ี หากคดีใดที่พนักงานอัยการมีคาสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว แต่ได้พยานหลักฐานใหม่
อันสาคัญแก่คดีที่จะทาให้ศาลลงโทษได้ ทางอัยการก็มีคาสั่งกลับความเห็นเดิม โดยสั่งฟ้ องใหม่
ได้
พยำนหลักฐำนใหม่
คือพยานหลักฐานใดๆ ก็ตามที่ไม่เคยปรากฏในชั้นสอบสวนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็ นพยาน
บุคคล พยานเอกสาร หรื อพยานวัตถุกต็ าม ถือได้วา่ เป็ นพยานหลักฐานใหม่ ทั้งนั้น
ตัวอย่าง กรณี จบั ตัวผูต้ อ้ งหายังไม่ได้ ทางอัยการมี คาสั่งไม่ฟ้อง เพราะหลักฐานไม่พอ
ต่อมาเมื่อจับตัวผูต้ อ้ งหาได้ผตู ้ อ้ งหาให้การรับสารภาพและนาชี้ที่เกิดเหตุ น่าเชื่อได้วา่ เป็ นความจริ ง
คารั บสารภาพและนาชี้ ที่เกิ ดเหตุ น้ ันเป็ นพยานหลักฐานใหม่ อันสาคัญแก่ คดี ที่ศาลลงโทษได้
อัยการย่อมฟ้ องได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรสอบสวนวิสำมัญ
การสอบสวนวิสามัญแยกพิจารณาออกเป็ น 2 กรณี คือ
1. การชันสูตรพลิกศพ
2. การสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม
1.การชันสูตรพลิกศพแยกพิจารณาออกเป็ น 4 ประเภทคือ
ก.ลักษณะที่ตอ้ งทาการชันสู ตรพลิกศพ
ข.เจ้าพนักงานผูท้ าการชันสู ตรพลิกศพ
ค.วิธีการชันสูตรพลิกศพ
ง.ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการชนสู ตรพลิกศพ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ก.ลักษณะทีต่ ้ องทำกำรชันสู ตรพลิกศพ (ดูมาตรา 148)
การชันสู ตรพลิกศพย่อมมีความจาเป็ นอย่างยิ่ง เพราะจะได้รู้เหตุแห่ งการตาย
อันเป็ นเงื่อนงาที่จะรู้ตวั ผูก้ ระทาผิดที่แท้จริ งได้ทางหนึ่ ง ดังนั้นกฎหมายจึงบังคับให้
ทาการสอบสวน รวมทั้ง การชั้นสู ตรพลิ กศพในกรณี ที่ค วามตายเป็ นผลแห่ ง การ
กระทาความผิดอาญา ถ้าการชันสูตรพลิกศพยังไม่เสร็ จ ห้ามมิให้ฟ้องผูต้ อ้ งหายังศาล
เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ต้องพิจารณาว่ากรณี ใดจึงจะทาการชันสู ตรพลิกศพ และ
กรณี ใดไม่ตอ้ งทาการชันสูตรพลิกศพ กรณี ที่ไม่ตอ้ งมีการชันสู ตรพลิกศพคือ
1.กำรตำยโดยธรรมชำติ เช่น ตายด้วยความชราภาพ
2.กำรตำยโดยกำรประหำรชี วิตตำมกฎหมำย คือ การประหารชี วิตตาม
ประมวลกฎหมายอาญา
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
สาหรับกรณี ที่การตายต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ตามมาตรา 148 คือ
1. การตายโดยผิดธรรมชาติ
2. ตายในระหว่างอยูใ่ นความควบคุมของเจ้าพนักงาน
1.กำรตำยโดยผิดธรรมชำติ กฎหมายบัญญัติลกั ษณะของการตายโดยผิดธรรมชาติ ไว้
อย่างชัดเจนคือ
ก.ฆ่าตัวตาย
ข.ถูกผูอ้ ื่นทาให้ตาย
ค.ถูกสัตว์ทาร้าย
ง.ตายโดยอุบตั ิเหตุ
จ.ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ
2. กำรตำยในระหว่ ำงอยู่ในควำมควบคุ มของเจ้ ำพนักงำน กรณี น้ ี ไม่ว่าจะเป็ นการ
ตายโดยธรรมชาติหรื อผิดธรรมชาติยอ่ มจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพทั้งสิ้ น
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ข. เจ้ ำ พนั กงำนผู้ ทำกำรชั น สู ต รพลิกศพ (ดู มาตรา 150) บุคคล
ที่จะมีอานาจชันสูตรพลิกศพได้มีอยู่ 2 กรณี ดว้ ยกันคือ
(1)พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ๆ ศพนั้นอยู่
(2)แพทย์
การชัน สู ต รพลิ ก ศพตามกฎหมาย บุ ค คลดัง กล่ า วต้อ ง
ร่ วมกั น กระท าทั้ งสองคนจะขาดไปคนใดคนหนึ่ ง เช่ น
พนักงานสอบสวนทาการชันสู ตรพลิ กศพเพีย งคนเดี ยว และ
แพทย์ทาการเพียงคนเดียว ย่อมไม่อาจจะทาได้ ถือว่าไม่เป็ นการ
ชันสูตรพลิกศพ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ค.วิธีกำรชันสู ตรพลิกศพ กรณี น้ ีพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตอ้ งแจ้งให้แพทย์ผู้
ที่กฎหมายกาหนดไว้ว่าเป็ นผูช้ นั สู ตรพลิกศพได้ทราบ และแพทย์เมื่อได้รับ
แจ้งต้องไปทาการชันสู ตรพลิกศพนั้น และนอกจากนี้ กฎหมายยังกาหนดให้
พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้สามี ภริ ยา ผูส้ ื บสันดาน ผูแ้ ทนโดยชอบธรรมผู้
อนุบาล หรื อญาติของผูต้ าย อย่างน้อย ๑ คน ทราบเท่าที่จะทาได้
เมื่ อทาการชันสู ตรพลิ กศพแล้วพนักงานสอบสวนและแพทย์จะต้ อง
บันทึกรายละเอียดแห่ งการชันสู ตรพลิกศพทันที การบันทึกนี้ เป็ นการบันทึก
ร่ วมกัน และต้องทาในทันทีที่มีการชันสู ตรพลิกศพ จะรอบันทึกวันอื่นไม่ได้
วิ ธี ก ำรท ำกำรชั น สู ต รพลิ ก ศพ คื อ ตรวจดู เ หตุ แ ห่ ง การตาย หาก
สามารถตรวจดูภายนอกร่ างกายได้ว่าตายเพราะอะไร ก็ไม่ตอ้ งตรวจดูภายใน
แต่หากดูภายนอกแล้วยังไม่อาจบอกเหตุแห่ งการตายได้ หรื อมีกรณียงั สงสัยก็
ต้องผ่าศพ
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ง.ผลทำงกฎหมำยเกี่ยวกับกำรชั นสู ตรพลิกศพ เรื่ องนี้ มีขอ้ ควรพิจารณา
ดังนี้
(1) กำรทำควำมเห็น (ดูมาตรา 154 และมาตรา 150) เมื่อพิจารณา
ทั้ง 2 มาตรารวมกันแล้วจะเห็นได้ว่า ผูช้ นั สู ตรพลิกศพจะต้องทาบันทึก
รายละเอียดแห่ งการชันสู ตรพลิกศพ โดยทาความเห็นเป็ นหนังสื อแสดง
เหตุและพฤติ การณ์ที่ตาย ผูต้ ายคือใคร ตายที่ ไหน เมื่ อใด ตายโดยคน
ทาร้ าย ให้กล่าวว่าใคร หรื อสงสัยว่าใครเป็ นผูก้ ระทาความผิด เท่าที่ จะ
ทราบได้
(2) นำบทบัญญัติว่ำด้ วยกำรสอบสวนมำใช้ (ดูมาตรา 155 ) การ
ชัน สู ต รพลิ กศพต้อ งถื อ ว่าเป็ นการสอบสวนอย่างหนึ่ ง ซึ่ ง สามารถที่
จะสอบสวนพยานต่างๆ ได้ จึ งต้องนาบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวน
ตั้งแต่มาตรา 120 ถึง มาตรา 147 มาใช้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
กำรสอบสวนคดีวสิ ำมัญฆำตกรรม
กรณี ที่จะเป็ นคดีวสิ ามัญฆาตกรรมได้น้ นั มีอยูด่ ว้ ย 2 ประการ คือ
1) เมื่ อ มี ค วามตายเกิ ด ขึ้ น โดยการกระท าของเจ้า พนัก งานซึ่ ง อ้า งว่า ปฏิ บ ัติ
ราชการตามหน้าที่ หรื อ
2) มีความตายในระหว่างอยูใ่ นความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่ งอ้างว่าปฏิบตั ิ
ราชการตามหน้าที่
ทั้ง 2 กรณี น้ ี เจ้า พนัก งานผูท้ าการชัน สู ต รพลิ ก ศพจะแตกต่ า งไปจากการ
ชันสูตรพลิกศพโดยทัว่ ไปตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่ งในเรื่ องนี้ เป็ นไปตามมาตรา 150
วรรคสาม โดยผูท้ ี่จะทาการชันสู ตรพลิกศพในกรณี น้ ี นอกจากพนักงานสอบสวนและ
แพทย์ดงั กล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องมีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ ายปกครองตั้งแต่
ระดับปลัดอาเภอหรื อเที ยบเท่าขึ้นไปแห่ งท้องที่ ที่ศพนั้นอยู่เป็ นผูร้ ่ วมในการชันสู ตร
พลิ กศพด้วย โดยเป็ นหน้าที่ ข องพนักงานสอบสวนที่ จะต้อ งแจ้งให้พนักงานอัยการ
พนักงานฝ่ ายปกครองทราบ และผูท้ ี่ได้รับแจ้งดังกล่าวจะต้องไปร่ วมชันสูตรพลิกศพ
ด้วย จึงจะทาให้การชันสูตรพลิกศพนั้นชอบด้วยกฎหมาย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
วิธีกำรสอบสวนและไต่ สวน
เมื่ อทาการชันสู ตรพลิกศพเสร็ จแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้ อง
สอบสวนพยานหลักฐานทาเป็ นสานวนชันสู ตรพลิกศพแล้วส่ งสานวน
ไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพนักงานอัยการจะได้ร้องขอให้ศาลไต่สวน
และทาคาสั่งในเรื่ องนี้ ต่อไปตามมาตรา 150 วรรคสี่ ซึ่ งกรณี ตามมาตรา
ดังกล่าวแยกพิจารณาได้ดงั นี้
ก.กำรสอบสวน เมื่อมีการชันสู ตรพลิกศพคดีวิสามัญดังกล่าวแล้ว
พนัก งานสอบสวนจะต้อ งท าส านวนชัน สู ต รพลิ ก ศพขึ้ น และต้อ งท า
สานวนให้เสร็ จส่ งไปยังพนักงานอัยการภายใน ๓๐ วัน นับแต่วนั ที่ ได้
ทราบเรื่ อง หากมี ความจาเป็ นก็ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกิ น ๒ ครั้ ง ครั้ ง
ละไม่เกิน ๓๐ วัน
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
ข.ชั้ นพนักงำนอัยกำร เมื่อพนักงานอัยการรับสานวนแล้ว เห็นว่า
สานวนการชันสู ตรพลิกศพไม่ครบถ้วนก็จะสั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ตาม
มาตรา 150 วรรคเจ็ ด แต่ ห ากอัย การเห็ น ว่ า ส านวนการสอบสวน
ครบถ้วน หรื อได้รับ การสอบสวนเพิ่ม เติ ม แล้ว ต้อ งทาคาร้ องต่ อศาล
ชั้นต้นแห่ งท้องที่ ที่ศพนั้นอยู่ ให้ศาลทาการไต่สวนและมี คาสั่งตามที่
กฎหมายบัญญัติไว้ โดยจะต้อ งยื่นคาร้ องต่ อศาลภายใน 30 วัน นับแต่
วันที่ได้รับสานวน ถ้ามีความจาเป็ นเช่นต้องสอบสวนเพิ่มเติมก็ให้ขยาย
เวลาออกไปได้ไม่เกิน 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 30 วัน
การไต่สวนของศาลเมื่อพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลแล้ว ศาลก็
จะทาการไต่สวนและทาคาสั่งแสดงว่าผูต้ ายคื อใคร ตายที่ ไหน เมื่อใด
และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทาร้ายให้กล่าวว่าใครเป็ น
ผูท้ าร้าย เท่าที่จะทราบได้
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา
จบกำรบรรยำย
โดย อาจารย์ไพโรจน์ ไพมณี วิชากฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา

similar documents