โครงสร้างของเซลล์ ว 30103 ชีววิทยาพื้นฐาน

Report
โครงสร้ างของเซลล์ (cell)
ว 30103 ชีววิทยาพืน้ ฐาน
คุณครู เกษมสั นต์ โมฬา
โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี
เซลล์ (cell)
 เซลล์ เป็ นหน่ วยโครงสร้ างพืน้ ฐานทีเ่ ล็กทีส่ ุ ดของสิ่ งมีชีวิต (building blocks
of life)
สิ่ งมีชีวติ บางชนิดเป็ นสิ่ งมีชีวิตเซลล์เดียว (unicellular organism) เช่ น
แบคทีเรีย ยีสต์
สิ่ งมีชีวติ บางชนิด เช่ น พืช สั ตว์ เป็ นสิ่ งมีชีวติ หลายเซลล์ (multicellular
organism)
มนุษย์ มเี ซลล์ อยู่ประมาณ 1 ล้านล้าน หรือ 1012 เซลล์
ทฤษฎีเซลล์
พ.ศ. 2382 มัตทีอสั ยาคอบ ชไลเดน (Matthias
Jakob Schleiden) และ ทีโอดอร์ ชวันน์
(Theodor Schwann) ได้ ร่วมกันตั้งทฤษฎีเซลล์
(cell Theory)
มีใจความว่ า สิ่ งมีชีวติ ทั้งหลายประกอบด้ วยเซลล์ และ
เซลล์ เป็ นหน่ วยพืน้ ฐานของสิ่ งมีชีวติ
 คาว่ า เซลล์ มีความหมายว่ า ห้ องเล็กๆ ผู้ต้ งั ชื่อนีค้ อื
โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke)
โครงสร้ างของเซลล์
โครงสร้ างของเซลล์ ทศี่ ึกษาด้ วยกล้ องจุลทรรศน์ อเิ ล็กตรอน
 ส่ วนทีห่ ่ อหุ้มเซลล์
ผนังเซลล์
เยือ่ หุ้มเซลล์
 ไซโทพลาซึม
ออร์ แกเนลล์
 ไซโทซอล
 นิวเคลียส
เยือ่ หุ้มนิวเคลียส
 นิวคลีโอลัส
 โครมาทิน
เซลล์ สัตว์
เซลล์ พชื
ส่ วนทีห่ ่ อห้ ุมเซลล์ (membrane)
ประกอบด้ วย
1. ผนังเซลล์ (cell wall)
2. เยือ่ หุ้มเซลล์ (cell membrane)
ผนังเซลล์
ผนังเซลล์ (cell wall)
 มีในเซลล์ พชื เป็ นเส้ นใยทีป่ ระกอบด้ วยเซลลูโลส(แป้ ง)
ผนังเซลล์ จะยอมให้ สารทุกชนิดผ่ านเข้ า-ออกเซลล์ น้อยมาก
โดยจะมีช่องเล็กๆ เรียกว่ า พลาสโมเดสมาตา
(plasmodesmata) เป็ นทางให้ ไซโทพลาซึมจากเซลล์
หนึ่งติดต่ อกับเซลล์ ข้างเคียง
เยือ่ หุ้มเซลล์
เยือ่ หุ้มเซลล์
(cell membrane,plasma membrane, plasma lemma)
 พบในเซลล์ทุกชนิดทีย่ งั มีชีวติ
 เป็ นเยือ่ บางๆ ล้อมรอบไซโทพลาซึมมีความหนาประมาณ 8.5 – 10
นาโนเมตร
มีสมบัติเป็ นเยื่อเลือกผ่ าน (semi permeable membrane)
โดยควบคุมการผ่ านเข้ าออกของสารระหว่ างในเซลล์กบั นอกเซลล์
สารทีจ่ ะผ่ านได้ จะต้ องมีขนาดเล็ก เช่ น นา้ แก๊สออกซิเจน กลูโคส
กรดอะมิโน สารขนาดใหญ่ ผ่านไม่ ได้ เช่ น โปรตีน
เยือ่ หุ้มเซลล์ (ต่ อ)
เยือ่ หุ้มเซลล์ มีโครงสร้ างแบบ fluid mosaic model ซึ่งประกอบไปด้ วย
ฟอสโฟลิพดิ จัดเรียงตัวเป็ น 2 ชั้นทีไ่ หลไปมาได้ ทาให้ เยือ่ หุ้มเซลล์
มีคุณสมบัตเิ ป็ นของไหล โดยจะหันด้ านมีข้วั (polar head) มีสมบัติชอบนา้
ออกด้ านนอก หันด้ านไม่ มีข้วั (non-polar tail) มีสมบัติไม่ ชอบนา้
เข้ าด้ านใน
 โดยมีโปรตีนแทรกอยู่เป็ นระยะ cholesterol แทรกอยู่ระหว่าง
ชั้น phospholipid bilayer เสริมสร้ างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น
มีไกลโคโปรตีน สร้ างมาจาก RER มีหลายหน้ าที่ ทั้งเป็ นตัวรับ
ตัวพา และช่ องผ่ าน
คาร์ โบไฮเดรต ทาหน้ าทีต่ ิดต่ อสื่ อสารระหว่ างเซลล์
ไซโทพลาซึม (cytoplasm)
ประกอบด้ วย
1. ออร์ แกเนลล์
1.1 ออร์ แกเนลล์ ทไี่ ม่ มเี ยือ่ หุ้ม
1.2 ออร์ แกเนลล์ ทมี่ เี ยือ่ หุ้ม 1 ชั้น
1.3 ออร์ แกเนลล์ ทมี่ เี ยือ่ หุ้ม 2 ชั้น
2. ไซโทซอล
ออร์ แกเนลล์ ทไี่ ม่ มเี ยือ่ ห้ ุม
1.ไรโบโซม
2.เซนทริโอล
3.ไซโทสเกเลตอน
ไรโบโซม (Ribosome)
ไรโบโซม (Ribosome)
• ไรโบโซม : สั งเคราะห์ โปรตีน
• ไรโบโซม เป็ นออร์ แกเนลล์ ขนาดเล็กที่ไม่ มเี ยือ่ หุ้ม กระจายทั่วไปในไซโทพลาซึม
ประกอบด้ วยหน่ วยย่ อย 2 หน่ วย คือ หน่ วยย่ อยขนาดเล็กและหน่ วยย่ อยขนาดใหญ่
• ไรโบโซม ประกอบด้ วยโปรตีนและกรดไรโบนิวคลีอกิ (ribonucleic acid: RNA)
ที่มสี ั ดส่ วนใกล้ เคียงกันโดยน้าหนัก เรียกว่ า ไรโบนิวคลีโอโปรตีน
(ribonucleoprotein) ทาหน้ าที่สังเคราะห์ โปรตีน
• หน่ วยย่ อยทั้งสองชนิดของไรโบโซมอยู่แยกกันและจะมาติดกันขณะที่มกี ารสั งเคราะห์
โปรตีน
• ไรโบโซมที่เกาะติดอยู่ที่ผวิ นอกของ ER ทาหน้ าที่เป็ นแหล่ งสร้ างโปรตีนที่ใช้ เป็ น
องค์ ประกอบของเยือ่ หุ้มเซลล์ และส่ งออกนอกเซลล์
• ไรโบโซมอิสระที่ไม่ เกาะอยู่กบั ER แต่ กระจายอยู่ในไซโทซอล ทาหน้ าที่สร้ างโปรตีน
สาหรับใช้ ภายในเซลล์ พบมากในเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่มอี ายุน้อย ทาหน้ าทีส่ ร้ างฮีโมโกลบิน
เซนทริโอล (Centriole)
เซนทริโอล (Centriole)
• เซนทริโอล : ควบคุมรูปร่ างและการเคลือ่ นไหวของไซโทพลาซึม
• พบในเซลล์สัตว์ และสิ่ งมีชีวติ เซลล์เดียว ไม่ พบในเซลล์พชื และพวกเห็ดรา
• เป็ นบริเวณทีพ่ บเส้ นใยสปิ นเดิลช่ วยในการเคลือ่ นที่ของโครโมโซมและแยกโครมาทิด
แต่ ละคู่ออกจากกันขณะเซลล์ แบ่ งตัว
• เซนทริโอลแต่ ละอันประกอบด้ วยหลอดเล็กๆ เรียกว่ า ไมโครทิวบูล
(microtubule) เรียงตัวกันเป็ นกลุ่มๆ กลุ่มละ 3 หลอด มีท้งั หมด 9 กลุ่ม
แต่ ละกลุ่มเชื่อมต่ อกันเป็ นแท่ งกระบอก บริเวณตรงกลางไม่ มไี มโครทิวบูล เรียก
การเรียงตัวแบบนีว้ ่ า 9 + 0
• เซนทริโอลมี DNA และ RNA จึงจาลองตัวเองและสร้ างโปรตีนขึน้ เองได้ ไมโคร
ทิวบูลยังพบในซิเลียและแฟลเจลลัมซึ่งมีการเรียงตัวเป็ นแบบ 9 + 2
• บริเวณเซนทริโอลแต่ ละคู่ทมี่ ไี ซโทพลาซึมล้ อมรอบอยู่ เรียกว่ า เซนโทรโซม
(centrosome) ซึ่งเป็ นแหล่งกาเนิดเส้ นใยสปิ นเดิล
ไซโทสเกเลตอน (Cytoskeleton)
ไซโทสเกเลตอน (Cytoskeleton)
คือเส้ นใยโปรตีนซึ่งเป็ นโครงสร้ างคา้ จุนเซลล์
• มี 3 ชนิด ตามชนิดของหน่ วยย่อยที่เป็ นองค์ ประกอบ
1. ไมโครฟิ ลาเมนต์ ( Microfilament ) เป็ นเส้ นใยโปรตีนขนาดเล็ก
• ทาหน้ าที่เป็ นโครงสร้ างของเซลล์
• ควบคุมการทางานของเซลล์ กล้ ามเนือ้ การหดตัวของเซลล์ ทาให้ สามารถ
เคลือ่ นไหวส่ วนต่ างๆ ได้
2. ไมโครทิวบูล ( Microtubule) เป็ นเส้ นใยเล็กๆ เป็ นท่ อกลวงตรงกลาง
ประกอบด้ วยโปรตีน เป็ นโครงสร้ าง ทีก่ ระจายอยู่ทวั่ ไปภายในเซลล์ และเป็ น
ส่ วนประกอบโครงสร้ างของ ซีเลีย และแฟลเจลลัม ซึ่งเป็ นออร์ แกเนลล์ ทีช่ ่ วยใน
การเคลือ่ นไหวของสิ่ งมีชีวิตเซลเดียว
3. อินเทอร์ มเี ดียทฟิ ลาเมนท์ (intermediate filaments) จัดเรียงตัว
กันเป็ นร่ างแหตามลักษณะของเซลล์ พบได้ ทโี่ ปรตีนเคอราทิน ทีผ่ วิ หนัง ขนและ
เล็บของสั ตว์ เลีย้ งลูกด้ วยนม
ออร์ แกเนลล์ ที่มเี ยือ่ หุ้ม 1 ชั้น
1.เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั
(Endoplasmic reticulum : ER)
2. กอลจิคอมเพล็กซ์ (Golgi complex)
3. แวคิวโอล (vacuole)
เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั
(Endoplasmic reticulum : ER)
เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั
(Endoplasmic reticulum : ER)
• มีลกั ษณะเป็ นท่อแบนใหญ่หรื อกลม บางบริ เวณโป่ งออกเป็ นถุงเรี ยง
ขนานและซ้อนกันเป็ นชั้น ๆ ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ และมีท่อ
เชื่อมถึงกันเป็ นร่ างแหอยูล่ อ้ มรอบนิวเคลียส และเชื่อมกับเยือ่ หุม้
นิวเคลียส
• ที่ผวิ นอกของเอนโดพลาสมิกเรติคูลมั บางบริ เวณมีไรโบไซมเกาะติดอยู่
ทาให้มองเห็นดูคล้ายผิวขรุ ขระ เรี ยกว่า เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั แบบผิว
ขรุ ขระ (RER) บางบริ เวณไม่มีไรโซโซมเกาะติดอยู่ เรี ยกว่า เอนโด
พลาสมิกเรติคูลมั แบบผิวเรี ยบ (SER) ทั้งสองชนิดมีท่อเชื่อมต่อถึงกัน
เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั แบบผิวขรุ ขระ
(rough endoplasmic reticulum : RER)
มีหน้ าที่สร้ างและขนส่ งโปรตีนออกนอกเซลล์และลาเลียงสาร
ภายในเซลล์ (โดยโปรตีนทีไ่ รโบโซมสั งเคราะห์ จะเข้ าสู่ เอนโดพลาสมิก
เรติคูลมั และถูกห่ อหุ้มในเวสิ เคิล และมี การส่ งต่ อไปยังกอลจิ
คอมเพล็กซ์ จากนั้น จะลาเลียงส่ งออกนอกเซลล์ หรือไปเป็ น
ส่ วนประกอบของเยือ่ หุ้มเซลล์ )
เซลล์ที่พบมาก เซลล์ที่ผลิตโปรตีนสาหรับใช้ นอกเซลล์ เช่ น เซลล์
ตับอ่อนที่ทาหน้ าทีส่ ร้ างเอนไซม์ ย่อยสารอาหารต่ างๆ
เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั แบบผิวเรียบ
(smooth endoplasmic reticulum : SER)
SER ในแต่ ละเซลล์ มีองค์ ประกอบทางเคมีของเยือ่ หุ้มต่ างกัน
จึงทาหน้ าที่ต่างกัน ดังนี้
เซลล์ตับทาลายสารพิษทีเ่ ข้ าสู่ เซลล์
เซลล์เยือ่ บุผวิ ลาไส้ เล็ก จะช่ วยดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน
ต่ อมหมวกไต อัณฑะและรังไข่ สั งเคราะห์ สาร พวกลิพดิ เช่ น
สารสเตรอยด์ พวกฮอร์ โมนเพศ ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเทอรอล
เป็ นแหล่งสะสมแคลเซียมไอออนในเซลล์กล้ามเนือ้ ยึดกระดูก
และเซลล์กล้ามเนือ้ หัวใจ
กอลจิคอมเพล็กซ์ (Golgi complex)
กอลจิคอมเพล็กซ์ (Golgi complex)
สะสมและขนส่ งโปรตีน
กอลจิคอมเพล็กซ์ หรือ กอลจิบอดี หรือ กอลจิแอพพาลาตัส (Golgi
complex หรือ Golgi body หรือ Golgi apparatus)
เป็ นกลุ่มของถุงกลมแบนขนาดใหญ่ บริเวณตรงขอบโป่ งพองใหญ่ ขนึ้ เป็ นถุง
ซ้ อนกันเป็ นชั้นๆ อยู่ใกล้ กบั ER
มีในเซลล์ พชื และสั ตว์ ช้ ันสู งเกือบทุกชนิด
มีหน้ าที่เติมกลุ่มคาร์ โบไฮเดรตให้ กบั โปรตีนหรือลิพดิ ที่ส่งมาจาก ER เกิดเป็ น
ไกลโคโปรตีนและไกลโคลิพดิ แล้ วสร้ างเวสิ เคิลบรรจุสารเหล่ านีไ้ ว้ เพือ่ ส่ งออกไป
ภายนอกเซลล์ หรือเก็บไว้ ใช้ ภายในเซลล์
ดังนั้นเวสิ เคิลจึงเป็ นส่ วนหนึ่งของกอลจิคอมเพล็กซ์ ที่สร้ างเป็ นถุงออกมา
นอกจากนีย้ งั เกีย่ วข้ องกับการสร้ างอะโครโซม (acrosome) ซึ่งอยู่ที่ส่วนหัว
ของอสุ จิ ทาหน้ าที่เจาะไข่ เมือ่ เกิดการปฏิสนธิ
แวคิวโอล (vacuole)
คือ vesicle ขนาดใหญ่ บรรจุสาร แบ่ งเป็ น 3 ชนิด ดังนี้
1. ฟูดแวคิวโอล (food vacuole)
2. คอนแทร็กไทล์ แวคิวโอล (contractile vacuole )
3. แซบแวคิวโอล (sap vacuole)
ฟูดแวคิวโอล (food vacuole)
บรรจุอาหารที่กนิ เข้ ามาได้ ของสิ่ งมีชีวติ ชั้นต่า เช่ น อะมีบา พารามีเซียม
ฟองนา้ โดยอาหารจะถูกย่ อยโดยไลโซโซม
คอนแทร็กไทล์ แวคิวโอล (contractile vacuole )
รักษาสมดุลของนา้ พบในโพรโทซัวนา้ จืด เช่ น อะมีบา
พารามีเซียม
แซบแวคิวโอล (sap vacuole)
หน้ าทีส่ ะสมสาร เช่ น สารสี ไอออน นา้ ตาล กรดอะมิโน ผลึกและสารพิษต่ างๆ
ในเซลล์พชื อายุน้อยจะมีขนาดเล็กจานวนมาก เซลล์พชื ทีม่ ีอายุมากจะมี
ขนาดใหญ่
ออร์ แกเนลล์ ทมี่ ีเยือ่ หุ้ม 2 ชั้น
1. ไมโทคอนเดรีย (mitochondria)
2. พลาสติด (plastid)
ไมโทคอนเดรีย (mitochondria)
ไมโทคอนเดรีย (mitochondria )
เป็ นแหล่ งผลิตพลังงานสู ง (ATP) ของเซลล์ โดย
กระบวนการหายใจระดับเซลล์
จึงพบมากในเซลล์ที่มี metabolism สู ง เช่ น หัวใจ
สมอง ตับ ไต เซลล์ ประสาท อสุ จิ เซลล์ ไข่ หอยเม่ น
เยือ่ ชั้นในมีการพับทบเข้ าไปเรียกว่ า cristae
ของเหลวภายในเรียกว่ า matrix มีเอนไซม์ สาหรับหายใจ
ระดับเซลล์ , ribosome , DNA และ RNA เป็ นของ
ตัวเอง จึงสั งเคราะห์ โปรตีน และจาลองตัวเองได้ โดยไม่ ต้องอาศัยคาสั่ ง
จากนิวเคลียส
พลาสติด (plastid)
 มีรูปร่ างกลมจนถึงยาวรี
พบในเซลล์พชื โพรทิสต์ บางชนิด สาหร่ าย
ไม่ พบในเซลล์ สัตว์
แบ่ งตามเม็ดสี ในเซลล์ เป็ น 3 ชนิด
1. คลอโรพลสต์ (chloroplast)
2. โครโมพลาสต์ (chromoplast)
3. ลิวโคพลาสต์ (leucoplast)
คลอโรพลสต์ (chloroplast)
คลอโรพลาสต์ (chloroplast)
เป็ นพลาสติดสี เขียวพบในเซลล์ พชื และสาหร่ าย
ทาหน้ าทีส่ ั งเคราะห์ ด้วยแสง (photosynthesis)
ภายในมีเยื่อรวมเรียกทั้งหมดว่ า thylakoid membrane
ซึ่งจะมีสารสี อยู่ เช่ น carotenoid , chlorophyll
โดยเยื่อนีจ้ ะหดและพับซ้ อนทับกันไปมาเป็ นตั้งของเหรี ยญ เรียก
granum แต่ ละ granum จะมีทางเชื่อมกัน
ของเหลวภายในคลอโรพลาสต์ เรียก stroma ซึ่งมีเอนไซม์
สาหรับสั งเคราะห์ ด้วยแสง , RNA , DNA และไรโบโซม
จึงจาลองตัวเองและสั งเคราะห์ โปรตีนได้
โครโมพลาสต์ (chromoplast)
โครโมพลาสต์ (chromoplast)
เป็ นพลาสติดที่มีสารทาให้ เกิดสี ต่างๆ (ยกเว้ น
สี เขียว) ทาให้ ดอกไม้ ใบไม้ และผลไม้ มีสีสัน
สวยงาม เช่ น ผลสี แดงของพริก รากสี ส้มของ
แครอท
ใบไม้ เก่ าๆ เนื่องจากมีสารพวกแคโรทีนอยด์ ซึ่ง
ทาให้ เกิดสี แดง สี ส้มและสี เหลือง
ลิวโคพลาสต์ (leucoplast)
 เป็ นพลาสติดที่ไม่ มีสี
มีหน้ าที่สะสมเม็ดแป้งที่ได้ จากการสั งเคราะห์
ด้ วยแสง
พบในเซลล์ ของรากและ เซลล์ ที่ทาหน้ าที่สะสม
อาหาร เช่ น มันแกว มันเทศ เผือก
พบในผลไม้ เช่ น กล้ วย และพบในเซลล์ พชื บริเวณที่
ไม่ มีสี
ไซโทซอล (cytosol)
 เป็ นส่ วนของไซโทพลาซึ มเป็ นสารกึ่งแข็งกึ่งเหลว
 เซลล์ส่วนใหญ่มกั มีปริ มาตรของไซโทซอลประมาณ 3เท่าของปริ มาตรนิวเคลียส
 บริ เวณด้านนอกที่อยูต่ ิดกับ เยือ่ หุ ม้ เซลล์ เรี ยกว่า เอ็กโทพลาซึ ม( ectoplasm )
บริ เวณด้านในเรี ยกว่า เอนโดพลาซึ ม ( endoplasm )
 เซลล์บางเซลล์ มีการไหล ของไซโทพลาซึ มไปรอบๆ เซลล์เรี ยกว่า ไซโคลซิ ส
(
cyclosis หรื อ cytoplasming streaming ) ซึ่ งเป็ นผลจากการหด และ
คลายของไมโครฟิ ลาเมนท์
 บริ เวณเอนโดพลาซึ ม มีลกั ษณะค่อนข้างเหลวเป็ นที่อยูข่ อง ออร์แกเนลล์ต่างๆ เช่น แว
คิวโอล ไมโทคอนเดรี ย และเอนโดพลาสมิกเรติคูลมั เป็ นต้น
 ในไซโทซอล ยังอาจพบโครงสร้างอื่นๆ เช่น ก้อนไขมัน เม็ดสี ต่างๆ เป็ นต้น
นิวเคลียส (Nucleus)
นิวเคลียส (Nucleus)
• Nucleus เป็ นหน่ วยควบคุมกระบวนการต่ างๆภายในเซลล์ เช่ น การแบ่ งเซลล์ การควบคุม
ลักษณะทางพันธุกรรม ประกอบไปด้ วย
•
1.nucleus membrane หรือเยือ่ หุ้มนิวเคลียส มีโครงสร้ างเหมือนเยือ่ หุ้มเซลล์ มีรู
กระจายทัว่ ไป ให้ สารผ่ านเข้ า (โปรตีนทีใ่ ช้ ในนิวเคลียส เช่ น เอนไซม์ ทที่ างานกับสารพันธุกรรม
จะต้ องถูกสั งเคราะห์ ใน cytosol และส่ งเข้ ามาทาง รู เหล่ านี)้ มีเม็ด ribosome เกาะ เซลล์
ทีไ่ ม่ มี nucleus membrane เรียกว่ า prokaryotic cell ส่ วนเซลล์ ที่มี
nucleus membrane เรียกว่ า eukaryotic cell
•
2.nucleoplasm ส่ วนทีอ่ ยู่ข้างใน nucleus membrane
•
2.1 nuclear membrane ทาหน้ าทีส่ ั งเคราะห์ ribosome ประกอบ
ไปด้ วย โปรตีน+RNA
•
2.2chromatin fiber คือร่ างแหของสารพันธุกรรม ประกอบไปด้ วย
โปรตีน+DNA เมือ่ มีการแบ่ งเซลล์ ร่างแห chromatin จะหดตัวกลายเป็ นโครโมโซม
ประเภทของเซลล์
แบ่ งตามลักษณะของเยือ่ หุ้มนิวเคลียส ได้ เป็ น 2 ประเภท คือ
1. เซลล์ โพรคาริโอต (prokaryotic cell)
เป็ นเซลล์ ของสิ่ งมีชีวติ ทีไ่ ม่ มีเยือ่ หุ้มนิวเคลียสและเยือ่ หุ้ม
ออร์ แกเนลล์ทุกชนิด ได้ แก่ เซลล์ แบคทีเรียและสาหร่ ายสี เขียวแกมนา้ เงิน
2. เซลล์ ยูคาริโอต (eukaryotic cell)
เป็ นเซลล์ ของสิ่ งมีชีวติ ทีม่ ีเยือ่ หุ้มนิวเคลียส การทีน่ ิวเคลียสมีเยือ่ หุ้มทาให้
เห็นรู ปร่ างและตาแหน่ งของนิวเคลียสในเซลล์ ได้ แก่ เซลล์ พชื เซลล์ สัตว์
และโพรทิสต์
ภาพประเภทของเซลล์
ภาพประเภทของเซลล์
ภาพเซลล์โพรคาริโอต
ภาพเซลล์ ยูคาริโอต
อ้างอิง
•
•
•
•
•
•
•
ภาพ พารามีเซียม
http://talung.pt.ac.th/ptweb/studentweb/protista/2.jpg
ภาพ สาหร่ ายคลอเรลลา
ทีม่ า : http://www.phhp.co.th/images/q-a-Spirulina.jpg
ภาพ สาหร่ ายสี เขียวแกมน้ าเงิน
ทีม่ า : http://www.fisheries.go.th/marine/KnowladgeCenter/knowledge/Seaweeds/
p1.jpg
ภาพแบคทีเรี ยบนมือถือ
ที่มา – rsvlts ,surrey http://www.flashfly.net/wp/?p=111631
ภาพเยือ่ หุ้มเซลล์ http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/biomolecule/chapter6_4.html
http://www.thaigoodview.com/library/contest1/science04/45/2/cell/content/ri
bosome.html

similar documents