การจำแนกเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (lymphocyte)

Report
จุดประสงคการเรี
ยนรู้
์
1. บอกความหมายของระบบภูมค
ิ ุมกั
้ นได้
2. อธิบายกลไกการสรางภู
มค
ิ ุมกั
้
้ นของ
รางกายได
่
้
3. บอกโรคและอาการของโรคพรอมทั
ง้ วิธ ี
้
ป้องกัน
จากความผิดปกติของระบบภูมค
ิ ุมกั
้ น
ระบบภูมค
ิ ุ้มกัน (immunity system)
ระบบภูมค
ิ ุ้มกัน (immune system หรือ
immunity)
หมายถึง ระบบของรางกายที
ม
่ ก
ี ลไกการ
่
ป้องกันและทาลายเชือ
้ โรคหรือสิ่ งแปลกปลอม
เชือ
้ โรคสามารถเขาสู
หลายทาง
้ ่ รางกายได
่
้
เช่น ทางผิวหนัง ทางลมหายใจ หรือโดยทาง
ระบบทางเดินอาหาร
ประเภทของภูมค
ิ ุ้มกัน
1. ภูมค
ิ ุ้มกันโดยกาเนิด (Innate immunity)
หมายถึง ภูมค
ิ ุมกั
่ ยูในร
างกายหรื
อภูมค
ิ ุมกั
้ นทีอ
่
่
้ น
ทีเ่ กิดขึน
้ เองตามธรรมชาติ
2. ภูมค
ิ ุ้มกันทีไ่ ดมาหรื
อภูมค
ิ ุ้มกันแบบจาเพาะ
้
(Acquird immunity) หมายถึง ภูมค
ิ ุมกั
้ นที่
เกิดขึน
้ ภายหลังเพือ
่ ตอต
แบงเป็
่ านเฉพาะโรค
้
่ น
2.1 ภูมค
ิ ุมกั
(Active
้ นกอเอง
่
immunization)
2.2 ภูมค
ิ ุมกั
้ นรับมา (Passive
immunization)
ประเภทของภูมค
ิ ุ้มกัน
2.1 ภูมค
ิ ุ้มกันกอเอง
(Active immunization)
่
หมายถึง ภูมค
ิ ุมกั
าง
้ นทีเ่ กิดจากการทีร่ างกายสร
่
้
แอนติบอดี (Antibody) ขึน
้ มาเอง
ซึง่ กระตุน
้
จาก วัคซีน ทอกซอยด ์ (Toxoid)
วัคซิน (Vaccine) คือการนาแอนติเจนซึง่
เป็ นเชือ
้ โรคเขา้
สู่รางกายเพื
อ
่ ให้รางกายสร
างแอนติ
บอดีขน
ึ้ มา
่
่
้
การนาวัคซินเขา้
สู่รางกายมี
หลายวิธ ี เช่น การกิน การฉี ด
่
การปลูกฝี
วัคซินทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
อายุเด็ก
วัคซีนทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
1.ฉี ดวัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซจ
ี )ี
แรกเกิด 2.ฉี ดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบี
ครัง้ ที่ 1*
1.ฉี ดวัคซีนป้องกันโรค คอตีบ บาดทะยัก
ไอกรน (ดีทพ
ี )ี ครัง้ ที่ 1
2 เดือน 2.กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครัง้ ที่ 1
3.ฉี ดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบี
ครัง้ ที่ 2*
1. ฉี ดวัคซีน ป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน
4 เดือน
บาดทะยัก (ดีทพ
ี )ี ครัง้ ที่ 2
2.กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครัง้ ที่ 2
วัคซินทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
อายุเด็ก
วัคซีนทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
1.ฉี ดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน
หัด
9-12 เดือน
คางทูม ครัง้ ที่ 1*
1.ฉี ดวัคซีน ป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน
บาดทะยัก (ดีทพ
ี )ี
1 ปี ครึง่
ครัง้ ที่ 4
2.กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครัง้ ที่ 4
1.ไขสมองอั
กเสบ ครัง้ ที่ 1
้
2. ไขสมองอั
กเสบ ครัง้ ที่ 2 (หางจากเข็
ม
้
่
แรก 1- 2 สั ปดาห)*
์
1-2 ปี
3. ไขสมองอั
กเสบ ครัง้ ที่ 3* (หางจาก
้
่
วัคซินทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
อายุเด็ก
4-5 ปี
4-6 ปี
12-16 ปี
วัคซีนทีเ่ ด็กควรไดรั
้ บ
1. โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครัง้
ที่ 5
2. โปลิโอ ครัง้ ที่ 5
1. หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครัง้ ที่ 2
2. ฉี ดวัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซจ
ี )ี
คอตีบ บาดทะยัก
ประเภทของวัคซิน
1. วัคซีนทีเ่ ป็ นเชือ
้ โรคทีท
่ าให้ออนก
าลัง เมือ
่
่
เขาสู
นแอนติเจนทีก
่ ระตุนให
้ ่ รางกายจะเป็
่
้
้
รางกายสร
างแอนติ
บอดีตอเชื
อ
้ โรคนั้น
่
้
่
เช่น วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน
และคางทูม
2. วัคซีนทีไ่ ดจากจุ
ลน
ิ ทรียที
่ ายแลว
้
้ เช่น
์ ต
ไอกรน ไทฟอยด ์ และอหิวาตกโรค
3. วัคซีนทีไ่ ดจากสารพิ
ษของจุลน
ิ ทรียที
่ า
้
์ ท
ให้หมดความเป็ นพิษ เรียกวา่ ทอกซอยด ์
ประเภทของภูมค
ิ ุ้มกัน
2.2 ภูมค
ิ ุ้มกันรับมา (Passive immunization)
หมายถึง ภูมค
ิ ุมกั
รั
้ นทีร่ างกายได
่
้ บแอนติบอดี
(Antibody) จากภายนอกเขามา
เช่น การฉี ด
้
เซรุม
การดืม
่ น้านมแมของทารก
่
่
เซรุม
คือ น้าเลือดที่
่ (Serum)
ประกอบดวยแอนติ
บอดีซง่ึ สามารถตานทานพิ
ษ
้
้
จากเชือ
้ โรคทีม
่ ค
ี วามจาเพาะตอโรคได
่
้ เช่น
เซรุมแก
พิ
พิ
่
้ ษงู เซรุมแก
่
้ ษกระตาย
่
ขอดี
ิ ุ้มกัน
้ ขอเสี
้ ยของภูมค
ภูมค
ิ ุ้มกัน
กอเอง
่
ภูมค
ิ ุ้มกัน
รับมา
ข้อดี
ข้อเสี ย
ไมมี
่ อาการแพ้ ตอบสนองให้ผล
อยูในร
างกาย
ช้า
่
่
นาน
ตอบสนองทันที อาจมีอาการแพ้
อยูในร
างกายไม
่
่
่
นาน
กลไกการสรางภู
มค
ิ ุ้มกันให้แกร่ างกาย
้
่
รางกายที
ม
่ ก
ี ลไกการป้องกันและทาลายเชือ
้ โรค
่
หรือสิ่ งแปลกปลอม
ไดแก
เยือ
่ เมือกบุผวิ ตางๆ
้ ่ ผิวหนัง
่
เซลลเม็
์ ดเลือดขาว
ระบบน้าเหลือง
ผิวหนังและโครงสรางของผิ
วหนัง
้
ภาพแสดง โครงสรางของผิ
วหนัง
้
ทีม
่ า :
http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?
หน้าทีข
่ องผิวหนัง
1. ป้องกันรางกายจากเชื
อ
้ โรคไมให
่
่ ้เขาสู
้ ่
รางกายบริ
เวณผิวหนังจะมีตอมเหงื
อ
่ มีการหลัง่
่
่
กรดแลกติก ช่วยยับยัง้ การเจริญเติบโตของ
แบคทีเรีย
2. ผิวหนังขจัดเชือ
้ จุลน
ิ ทรีย ์ ดวยการหลุ
ดลอก
้
ของผิวหนัง
3. ควบคุมอุณหภูมข
ิ องรางกายให
่
้คงที่
4. เป็ นทีก
่ ก
ั เก็บน้าและไขมัน
5. ป้องกันการสูญเสี ยน้า
เยือ
่ เมือกบุผวิ ตางๆ
่
ตา
น้าตามีเอนไซมสามารถก
าจัดแบคทีเรีย
์
ช่องปาก ช่องจมูก มีสารทีเ่ มือกเหนียวคอยดัก
แอนติเจน
ทอปั
่ สสาวะและอวัยวะสื บพันธุ ์ มีสภาพเป็ นกรด
ออน
่
ทางเดินหายใจ มีเยือ
่ เมือกและซิเลีย (Cilia)
พัดโบกเชือ
้ โรค
ระบบยอยอาหาร
ในระบบยอยอาหารจะมี
กรด
่
่
เกลือ (มีสมบัตค
ิ วามเป็ นกรดสูง สามารถ
ๆ
ทาลายแบคทีเรียตาง
่
เซลลเม็
์ ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาว (Leucocyte หรือ White blood
corpuscle)
มีรป
ู รางและขนาดแตกต
างกั
น ใหญกว
่
่
่ า่
เซลลเม็
ไมมี
์ ดเลือดแดงเกือบ 2 เทา่
่ สี มี
อายุส้ั น 2 - 14 วัน
มีหน้าทีโ่ อบลอมและจั
บกินเชือ
้ โรคแบบฟา
้
โกไซโตซิส (phagocytosis) และสราง
้
แอนติบอดี (antibody)
แหลงสร
างและแหล
งท
่
้
่ าลายเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
แหลงสร
างเม็
ดเลือดขาว ไขกระดูกสี แดง (red
่
้
bone marrow)
ตอมน
ส และมาม
้าเหลือง ตอมไทมั
่
่
้
แหลงท
่ าลายเซลลเม็
์ ดเลือดขาว ตับและมาม
้
ภาพแสดง
เซลลไขกระดู
ก
์
ทีม
่ า : http://www.vcharkarn.com
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
1. เม็ดเลือดขาวทีไ่ มมี
หรือ
่ กรานูล
agranule leucocyte
เป็ นพวกทีไ่ มมี
่ แกรนูลของไลโซโซมอยูในโตพ
่
ลาสซึม พวกนี้ถก
ู สรางจากอวั
ยวะน้าเหลือง
้
ไดแก
ส ตอมน
มีอายุ
้าเหลือง มาม
้ ่ ตอมไทมั
่
่
้
ประมาณ
100 - 300 วัน
มีนิวเคลียส 1 พู แบงเป็
่ น
2 ชนิด
1.1 เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต ์
(monocyte)
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต ์ (monocyte) ทา
หน้าทีก
่ าจัดสิ่ งแปลกปลอมดวยวิ
ธฟ
ี าโกไซโตซิส
้
และสราง
antibody นิวเคลียสมีรป
ู รางเป็
นรูปไต
้
่
หรือรูปเกือกมาจ
้ านวน 1 พู
ภาพแสดง เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต ์
ทีม
่ า : http://faculty.une.edu/com/abell/histo/h
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต ์ (lymphocyte) ทา
หน้าทีก
่ าจัดสิ่ งแปลกปลอมดวยวิ
ธฟ
ี าโกไซโตซิส
้
และสราง
antibody
้
ภาพแสดง เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต ์
ทีม
่ า : http://faculty.une.edu/com/abell/histo/histolab
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต ์ (lymphocyte)
แบงเป็
น
2 ชนิดคือ
่ - ลิ
มโฟไซตชนิ
์ ด B (B - lymphocyte)
หรือ B - cell
มีคุณสมบัตใิ นการสราง
้ antibody จาเพาะและ
memory cell
- ลิมโฟไซตชนิ
์ ด T (T - lymphocyte)
หรือ T – cell
ทาหน้าทีเ่ ป็ นเซลลภู
ิ ุมกั
่ ลืนกินหรือทาลาย
์ มค
้ นทีก
สิ่ งแปลกปลอมทีเ่ ขาสู
่ ของรางกาย
้ ่ เนื้อเยือ
่
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
2. เม็ดเลือดขาวทีม
่ ก
ี รานูล หรือ granular
leucocyte คือ พวกทีม
่ แ
ี กรนูลของไลโซโซม
จานวนมากพวกนี้จะสรางมาจากไขกระดู
ก มี
้
นิวเคลียส มีอายุประมาณ 2 - 3 วัน สามารถ
แยกเป็ น 3 พวกยอยๆ
โดยการติดสี ดังนี้
่
2.1 นิวโทรฟิ ล (neutrophil)
2.2 อีโอซิโนฟิ ล (eosinophil หรือ acidophil)
2.3 เบโซฟิ ล (basophil)
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
นิวโทรฟิ ล (neutrophil) เป็ นพวกติดสี ทเี่ ป็ น
กลาง สรางมาจากไขกระดู
ก มีมาก 60 - 70
้
% มีขนาดใหญ่ มีหลายพู ทาหน้าทีท
่ าลายสิ่ ง
แปลกปลอมโดยการหลัง่ เอนไซม ์
ภาพแสดง เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิ ล
ทีม
่ า :
http://faculty.une.edu/com/abell/histo/histolab3a.h
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
อีโอซิโนฟิ ล (eosinophil หรือ acidophil) เป็ น
พวกติดสี ทเี่ ป็ นกรด
มี 2 - 4 % ทาหน้าทีก
่ าจัดสิ่ งแปลกปลอมตางๆที
่
่
เขามาในร
างกายโดยการกิ
น และทาลายสารที่
้
่
เป็ นพิษทีท
่ าให้เกิดการแพเช
้ ่ น ฝุ่นละออง เกสร
ดอกไม้
ภาพแสดง เม็ดเลือดขาวชนิดอิโอโนฟิ ล
ทีม
่ า :
http://faculty.une.edu/com/abell/histo/histolab3a.h
การจาแนกเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
เบโซฟิ ล (basophil) เป็ นพวกติดสี ทเี่ ป็ นดาง
มี
่
0.5 - 17 % ทาหน้าทีจ
่ บ
ั สิ่ งแปลกปลอมโดยวิธฟ
ี า
โกไซโตซิส รูปยาว และมีแกรนูลอยูจ
่ านวน
มาก ยอมสี
ตด
ิ สี น้าเงิน
้
ภาพแสดง เม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิ ล
ทีม
่ า :
http://faculty.une.edu/com/abell/histo/histolab3a.h
วิธท
ี าลายเชือ
้ โรคของเม็ดเลือดขาว
1. phagocytosis เป็ นวิธท
ี าลายเชือ
้ โรคโดยการ
กินและ
ยอยสลายเชื
อ
้ โรค
่
2. immunization เม็ดเลือดขาวบางชนิดจะสราง
้
สารพวกโปรตีนทีม
่ ค
ี ุณสมบัตต
ิ อต
่ง
่ านสิ
้
แปลกปลอมและเชือ
้ โรค
- สารทีส
่ รางขึ
น
้ เรียกวา่ antibody
้
- สิ่ งแปลกปลอม เรียกวา่ antigen
วิธท
ี าลายเชือ
้ โรคของเม็ดเลือดขาว
ภาพแสดง Phagocytosis
ทีม
่ า :
http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.asp?I
D=1503468
ระบบน้าเหลือง (Lymphatic system)
โครงสรางของน
้าเหลือง
้
ประกอบดวย
้
1. น้าเหลือง (Lmyph)
2. ทอน
่ ้าเหลือง (Lymph
vessel)
3. อวัยวะน้าเหลือง (Lymph
organ)
ระบบน้าเหลือง (Lymphatic system)
ภาพแสดง ระบบน้าเหลือง
ทีม
่ า :
http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx
น้าเหลือง(Lmyph)
น้าเหลือง(Lmyph) เป็ นของเหลวทีอ
่ ยู่
ระหวางเซลล
หรื
ๆ เซลล ์
่
์ ออยูรอบ
่
ประกอบดวย
กลูโคส เอ็นไซม ์ โปรตีน
้
น้าเหลือง เป็ นตัวกลางในการนาสารตางๆ
เขา้
่
สู่เซลล ์
ทอน
ป
่ ลายสุด
่ ้าเหลือง มีอยูทั
่ ว่ รางกายที
่
ของทอน
กั
่ ้าเหลืองปิ ดตัน แทรกอยูใกล
่
้ บหลอด
เลือดฝอย ทอน
่ ้าเหลือง และไหลไปตามทอ
่
น้าเหลืองซึง่ มีทศ
ิ ทางไหลเขาสู
ยว
้ ่ หัวใจอยางเดี
่
ระบบทอน
่ ้าเหลือง
ทอน
่ า้ เหลือง
ตอมน
้าเหลือง
่
กลามเนื
้อ
้
ภาพแสดง
ระบบทอน
่ ้าเหลือง
ทีม
่ า : http://www.vcharkarn.com/vcafe/84647
อวัยวะน้าเหลือง (Lymph organ)
อวัยวะน้าเหลือง เป็ นศูนยกลางในการผลิ
ต
์
เซลลเม็
อ
้ โรค
์ ดเลือดขาวทีใ่ ช้ในการตอต
่ านเชื
้
หรือสิ่ งแปลกปลอม ประกอบดวย
้
1. ตอมน
้าเหลือง (Lymph node)
่
2. มาม
(Spleen)
้
3. ตอมไทมั
ส (Thymus gland)
่
ตอมน
้าเหลือง (Lymph node)
่
ตอมน
้าเหลือง (Lymph node) เป็ นอวัยวะ
่
น้าเหลืองทีม
่ ข
ี นาดเล็ก รวมกันเป็ นกลุมบริ
เวณ
่
ตาง
ๆ ตอมน
ั ษณะคลายฟองน
้าเหลืองมีลก
้า
่
่
้
พบบริเวณรักแร้ โคนขา คอ (ทอนซิล) เป็ น
ตน
างน
างเม็
ดเลือด
้าเหลืองเป็ นแหลงสร
้ ตอมสร
่
้
่
้
ขาวชนิดลิมโฟไซต ์
ตอมทอนซิ
ล (Tonsil gland)
่
ตอมทอนซิ
ล (Tonsil gland) มีอยู่ 3 คู่ ภาย
่
ในตอมทอนซิ
ลมีลม
ิ โฟไซตท
ิ ทรียที
่
์ าลายจุลน
์ ่
ให
ผานมาไม
ยง
่
้ ่ หลอดอาหารและกลองเสี
่ ้เขาสู
่
ถาต
ลติด เชือ
้ จะมีอาการบวมขึน
้
้ อมทอนซิ
่
เรียกวา่ ตอมทอนซิ
ลอักเสบ
่
ตอมทอนซิ
ลบริเวณตาง
ๆ
ทีม
่ า : http://antranik.org/the-lymph
่
่
ภาพแสดง ตอมทอนซิ
ลอักเสบ
ทีม
่ า : http://th.wikipedia.org/wik
่
มาม
้ (spleen)
ม้าม (spleen) เป็ นอวัยวะน้าเหลืองทีใ่ หญที
่ ุด
่ ส
ไมมี
อยู่
่ ทอน
่ ้าเหลือง ยืดหดตัวได้ นุ่ มมีสีมวง
่
ใกล้ ๆ กับกระเพาะอาหารใตกระบั
งลมขาง
้
้
ซ้าย รูปรางคล
ายเมล็
ดถัว่ ภายในจะมีลม
ิ โฟ
่
้
ไซตอยู
์ มากมาย
่
หน้าทีข
่ องมาม
้
1. ทาลายเม็ดเลือดแดงทีห
่ มดอายุแลว
้
2. สรางเม็
ดเลือดขาว พวกลิมโฟไซต ์
้
และโมโนไซต ์
3. สรางแอนติ
บอดี
้
ตอมไทมั
ส (Thymus gland)
่
ตอมไทมั
ส (Thymus gland) เป็ นตอมที
ม
่ ข
ี นาด
่
่
ใหญตอนอายุ
น้อยเมือ
่ อายุมากจะเล็กลงและฝ่อ
่
ลงในทีส
่ ุด ทาหน้าทีส
่ รางเซลล
เม็
้
์ ดเลือดขาว
ชนิดลิมโฟไซต ์ T มีหน้าทีต
่ อต
อ
้ โรคและ
่ านเชื
้
สารแปลกปลอมเขาสู
รวมทัง้ การ
้ ่ รางกาย
่
ตานอวั
ยวะทีป
่ ลูกถายจากผู
อื
่
้
่
้ น
ตอมไทมั
สและมาม
่
้
ภาพแสดง ตอมไทมั
สและมาม
่
้
ทีม
่ า : http://www3.ipst.ac.th
หมูเลื
่ อดและการให้เลือด
หมูเลื
คือหมู่
่ อดทีร่ จั
ู้ กกันดีม ี 2 หมู่
เลือดในระบบ ABO และ หมูเลื
่ อดในระบบ
Rh
การจาแนกหมูเลื
าน
่ อดจะอาศัยความแตกตางด
่
้
แอนติเจนและแอนติบอดี
Antigen เป็ นโปรตีนทีเ่ กาะอยูบนผิ
วของเม็ด
่
เลือดแดง
Antibody เป็ นโปรตีนทีล
่ องรอยอยู
ในน
้า
่
่
เลือด
หมูเลื
่ อดและการให้เลือด
ตารางเปรียบเทียบแอนติเจนและแอนติบอดี
ของเลือดระบบ ABO
หมู่ แอนติเจน บนเยือ
่
แอนติบอดี ใน
เลือด
หุ้มเซลล ์
น้าเลือด
เม็ดเลือดแดง
A
A
B
B
B
A
AB
A และ B
ไมมี
่
O
ไมมี
A และ B
่
หลักการให้เลือด
หมู่ แอนติเจน บนเยือ
่
เลือด
หุ้มเซลล ์
เม็ดเลือดแดง
Rh
Rh+
Rh-
แอนติบอดี ใน
น้าเลือด
-
หลักการให้เลือด
หลักการให้เลือดมีอยูว่ า่ antigen ของผูให
้ ้
ตองไม
ตรงกั
บ Antibody ของผูรั
้
่
้ บ เพราะถาให
้
้
เลือดกับผูป
าให้เกิดอันตรายกับ
้ ่ วยผิดหมูจะท
่
ผูป
ดเลือด
้ ่ วยได้ เนื่องจากการจับกลุมของเม็
่
O ง่ เป็ น
แดง ทาให้เม็ดเลือดแดงตกตะกอนซึ
อันตรายถึงชีวต
ิ ได้
B
A
A
B
โรคภูมแ
ิ พ้
โรคภูมแ
ิ พ้ (Allergy or Hypersensitivity)
หมายถึง ภาวะทีร่ างกายสร
างภู
มค
ิ ุมกั
่
้
้ น หรือ
แอนติบอดีขน
ึ้ มาตอต
เจนทีไ่ มเป็
่ านแอนติ
้
่ น
อันตรายในคนทัว่ ไป เช่น การแพฝุ
้ ่ นละออง
การแพอาหารทะเล
การแพละอองเกสร
้
้
การแพพิ
หรือแพอาหารบางอย
าง
้ ษแมลง
้
่
โรคทีร่ างกายสร
างภู
มต
ิ ้านทานตอต
่ ของตนเ
่
้
่ ้านเนื้อเยือ
โรคทีร่ างกายสร
างภู
มต
ิ านทานต
อต
อ
้ เยือ
่
่
้
้
่ านเนื
้
ของตนเอง (Autoimmune disease; SLE)
หรือ โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus
Eythematous) เกิดจากความผิดปกติของระบบ
ภูมค
ิ ุมกั
และทาลายเนื้อเยือ
่ หรือ
้ นของรางกาย
่
เซลลของตนเองในระบบต
างๆ
เช่น ระบบ
์
่
เลือด ระบบประสาท และระบบขับถายเป็
นตน
่
้
โรคภูมค
ิ ุ้มกันบกพรอง
AIDS
่
โรคภูมค
ิ ุมกั
้ นบกพรอง
่ (AIDS : Acquired
Immune Deficiency Syndrome) ซึง่ เกิดจาก
การติดเชือ
้ HIV (Human Immunodificiency
Virus) โดยไวรัสจะไปทาลายเซลลเม็
์ ดเลือดขาว
(T cell) ทาให้รางกายอ
อนแอ
ซึง่ ทาให้เกิด
่
่
โรคตางๆ
ไดง้ าย
เช่น
่
่
วัณโรค ปอดบวม เยือ
่ หุ้มสมองอักเสบ โรค
เริม โรคทองเสี
ย
้
เชือ
้ ไวรัส HIV เมือ
่ เขาสู
้ ่ รางกายจะ
่
แพรกระจายไปตาม
่
ไขกระดูก สมอง ปอด ไต ลูกตา เลือด
โรคภูมค
ิ ุ้มกันบกพรอง
AIDS
่
การติดตอของโรคเอดส
่
์
1. ทางเพศสั มพันธ ์
2. ทางการให้เลือด
3. ทางการใช้เข็มฉี ดยา
4. ทางแมที
่ เี ชือ
้ โรคเอดส์สู่ลูกในครรภ ์
่ ม
เอกสารอางอิ
ง
้
บัญชา
แสนทวีและคณะ. สิ่ งมีชว
ี ต
ิ กับกระบวนการ
ดารงชีวต
ิ ม.4-6 บริษท
ั สานักพิมพวั
์ ฒนาพาณิช
, 2551 หน้า 42-43
http://iamblueblood.exteen.com/20080821/entry1
http://www.scimath.org/socialnetwork/groups/vie
wbulletin
http://sheva.igetweb.com/index.php?mo=59&acti
on=page&id=129699
http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_
detail.php?mul_content_id=2879
พืน
้ หลัง PPT : มหาวิทยลัยธุรกิจบัณทิตย ์
ผู้จัดทา
ครูนุชนารถ
เมืองกรุง
อ. เมือง
โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม
จ. พะเยา
สานักงานเขตพืน
้ ทีก
่ ารศึ กษา เขต 36
[email protected]

similar documents