********* PowerPoint - STREE-KM

Report
ระบบสื บ พัน ธ ุ์
แผนภาพการแสดงการจัด ลาดับ กลุ่ ม เซลล์
ที่ ป ระกอบเป็ นระบบร่ า งกาย
ระบบประสาท (NERVOUS SYSTEM)
โครงสร้ างและหน้ า ที่ ข องระบบประสาท
ระบบประสาท คื อ ระบบที่ ป ระกอบด้ว ยสมอง ไขสัน หลัง
และเส้น ประสาททัว่ ร่ า งกาย ซึ่ ง จะทาหน้ า ที่ ร่ ว มกัน ในการควบคุ ม
การทางานและการรับ ความรู ส้ ึก ของอวัย วะทุ ก ส่ ว น รวมถึ ง
ความรู ส้ ึ ก นึ ก คิ ด อารมณ์ และความทรงจาต่ า งๆ
สมองและไขสัน หลัง จะเป็ นศู น ย์ก ลางคอยรับ การกระตุ ้น
จากสิ่ ง เร้า ทั้ง ภายในและภายนอกร่ า งกาย แล้ว ส่ ง กระแสคาสัง่ ผ่ า น
เส้น ประสาทที่ ก ระจายอยู่ ต ามส่ ว นต่ า งๆ ของร่ า งกายให้ทางาน
ตามที่ ต อ้ งการ
องค์ ป ระกอบของระบบประสาท
ระบบประสาทของคนเราแบ่ ง ออกเป็ น 2 ส่ว นใหญ่ ๆ คื อ
1. ระบบประสาทส่ ว นกลาง(Central nervous system)
ประกอบด้ว ยสมองและไขสัน หลัง เป็ นศู น ย์ค วบคุ ม และ
ประสานการทางานของร่ า งกายทั้ง หมด
2. ระบบประสาทส่ ว นปลาย(Peripheral nervous system)
เป็ นส่ว นที่ ติ ด ต่ อ ระหว่ า งระบบประสาทส่ ว นกลางและส่ ว น
อื่น ๆ ของร่ า งกายประกอบด้ว ย เส้น ประสาทสมอง
เส้น ประสาทไขสัน หลัง และระบบประสาทอัต โนมัติ
ระบบประสาทส่ ว นกลาง
(CENTRAL NERVOUS SYSTEM – CNS)
1. สมอง
โครงสร้า งและหน้ า ที่ ข องสมอง
สมอง เป็ นอวัย วะที่ สาคัญ และมี ข นาดใหญ่ ก ว่ า ส่ ว นอื่น ๆ ของระบบ
ประสาท บรรจุ อ ยู่ ภ ายในกะโหลกศี ร ษะมี น้ า หนั ก โดยเฉลี่ ย ประมาณ 1.4
กิ โ ลกรัม หรื อ 3 ปอนด์ สมองแบ่ ง ออกเป็ น 2 ชั้น คื อ ชั้น นอกมี สี เ ทา
เรี ย กว่ า เกรย์แ มตเตอร์ ซึ่ ง เป็ นที่ ร วมของเซลล์ป ระสาท และแอกซอนชนิ ด
ที่ ไ ม่ มี เ ยื่ อ หุม้ ส่ ว นชั้น ในมี สีข าว เรี ย กว่ า ไวท์ แมตเตอร์เ ป็ นส่ ว นของใย
ประสาทที่ อ อกจากเซลล์ป ระสาท
สมองของสัต ว์ช้ัน สู ง จะเป็ นที่ ร วมของใยประสาทควบคุ ม อวัยวะต่ า งๆ
ที่ บ ริ เ วณศี ร ษะทาหน้ า ที่ เ กี่ ย วกับ ความคิ ด ความจา ความฉลา ด นอกจากนี้ ยัง
เป็ นศู น ย์ก ลางควบคุ ม ระบบประสาททั้ง หมด
1.1 สมองส่วนหน้า (forebrain)
1.1.1 ซี รี บ รัม (CEREBRUM)
เป็ นสมองส่ ว นหน้า สุ ด ที่ มี ข นาดใหญ่ ท่ี สุ ด ทาหน้ า ที่ เ กี่ ย วกับ
ความจา ความนึ ก คิ ด ไหวพริ บ และความรู ส้ ึก ผิ ด ชอบ
นอกจากนี้ ยัง เป็ นศู น ย์ก ลางควบคุ ม การทางานของส่ ว นต่ า งๆ
ของร่ า งกายที่ อ ยู่ ใ ต้อานาจจิต ใจ เช่ น ศู น ย์ค วบคุ ม การทางาน
ของกล้า มเนื้ อ การรับ สัม ผัส การพู ด การมองเห็ น เป็ นต้น
ซี รี บ รัม (CEREBRUM) (ต่ อ )
ในส่ ว นของสมองแบ่ ง ออกได้อีก 4 ส่ ว นย่ อ ย ซึ่ ง ในแต่ ล ะส่ ว นจะ
มี ห น้ า ที่ ก ารทางานแตกต่ า งกัน ดัง นี้
พู ส มองส่ วนหน้ า (frontal lobe) มี ห น้ า ที่ ค วบคุ ม การเคลื่ อ นไหว
ของอวัย วะต่ า ง ๆ ทั่ว ร่ า งกาย แต่ ก ารสั่ ง งานจะกลับ ด้า นกัน คื อ
สมองซี ก ซ้ า ยจะควบคุ ม การทางานของอวัย วะด้า นขวาของ
ร่ า งกาย ส่ ว นสมองซี ก ขวาจะควบคุ ม การทางานของอวัย วะ
ด้า นซ้ า ยของร่ า งกาย นอกจากนี้ ยัง เป็ นศู น ย์ก ลางของอารมณ์ การ
พู ด ความคิ ด การจา การเรี ยนรู ้ และการใช้ภ าษาอี ก ด้ว ย
• พู ส มองส่ วนหน้ า (FRONTAL LOBE)
ซี รี บ รัม (CEREBRUM) (ต่ อ )
พู ส มองส่ วนกลาง (Parietal lobe) เป็ นสมองส่ ว นที่ ทาหน้ า ที่ รั บ ความรู ้ สึ ก
ต่ า ง ๆ ทั่ว ไปของร่ างกาย เช่ น ร้ อ น หนาว เจ็ บ ปวด เป็ นต้น หรื อเรี ยกส่ ว น
นี้ อี ก อย่ า งหนึ่ งว่ า เขตรั บ สั ม ผัส
พู ส มองส่ วนข้ า ง (temporal lobe) เป็ นส่ ว นที่ อ ยู่ บ ริ เวณด้า นข้า งของสมอง
ตรงขมับ มี ห น้ า ที่ เ ป็ นศู น ย์ก ลางในการรั บ รู ้ ใ นด้า นรส กลิ่ น เสี ย ง และ
ความเข้า ใจด้า นภาษา หรื ออาจเรี ยกส่ ว นนี้ อี ก อย่ า งหนึ่ งว่ า เขตการฟั ง
พู ส มองส่ วนหลั ง (occipital lobe) เป็ นบริ เวณที่ อ ยู่ ท ้า ยสุ ด ของสมองตรง
ท้า ยทอย มี ห น้ า ที่ ค วบคุ ม การรั บ รู ้ ท างสายตาให้ เ กิ ด การมองเห็ น ภาพต่ า ง ๆ
ทั้ง แนวตั้ง และแนวนอน หรื ออาจเรี ยกบริ เวณส่ ว นนี้ ว่ า เขตการเห็ น
1.1.2 ทาลามัส (THALAMUS)
ทาหน้ า ที่ เ ป็ นศู น ย์รั บ กระแสประสาทความรู ้ สึ ก ที่ ถู ก ส่ ง มาจากอวัย วะ
ต่ า งๆ ของร่ า งกายเข้า สู่ ไ ขสั น หลัง ผ่ า น เมดุ ล ล่ า ออบลองกาต้า พอนส์ และสมอง
ส่ ว นกลาง ตามลาดับ จนถึ ง ทาลามัส จากนั้ นทาลามัส จะจัด การแยกกระแส
ประสาทเหล่ า นั้ นเพื่ อ เข้า สู่ ส มองเขตต่ า งๆ อี ก ทอดหนึ่ ง
และเมื่ อ สมองสั่ ง การเช่ น ใด ทาลามัส จะรั บ คาสั่ ง นั้ นส่ ง เข้า สู่ ส มอง
ส่ ว นกลาง พอนส์ เมดุ ล ล่ า ออบลองกาต้า และสู่ ไ ขสั น หลัง เพื่ อ ส่ ง คาสั่ ง นั้ นให้ ไ ป
มี ผ ลต่ อ อวัย วะต่ า งๆ ของร่ า งกาย เท่ า กับ ว่ า ทาลามั ส เป็ นสถานี สุ ด ท้ า ยในการจ่ า ย
กระแสประสาทให้ กั บ สมอง และเป็ นสถานี แ รกที่ รั บ คาสั่ ง จากสมองเพื่ อจ่ า ยไปสู่
อวั ย วะต่ า งๆ นอกจากนี้ ทาลามัส ยัง ทาหน้ า ที่ ค วบคุ ม อารมณ์ แ ละพฤติ ก รรมของ
เด็ ก แรกเกิ ด ในขณะที่ ส มองซี รี บรั ม ยัง ทางานได้ไ ม่ เ ต็ ม ที่ อี ก ด้ว ย
1.1.3 ไฮโพทาลามัส (HYPOTHALAMUS)
มี ห น้ า ที่ สาคัญ ในการสร้ า งความสมดุ ล ให้ กับ ระบบการทางาน
ของร่ างกาย เช่ น ควบคุ ม การทางานของต่ อ มพิ ทู อิ ท ารี รั ก ษาระดับ ความ
สมดุ ล ของอุ ณ หภู มิ ร่ างกาย การหายใจ การหลับ การตื่ น อัต ราการเต้น
ของหั ว ใจ ความดัน โลหิ ต ปริ มาณน้ า ตาลในกระแสเลื อ ด ควบคุ ม ความ
สมดุ ล ในการทางานของระบบประสาทอัต โนมัติ นอกจากนี้ ยัง ทาหน้ า ที่
ควบคุ ม แรงขับ (drive) ต่ า งๆ เช่ น ความหิ ว ความกระหายความต้อ งการ
ทางเพศ เป็ นต้น
ความสาคัญ ของไฮโพทาลามัส นี้ เองบางครั้ งจึ ง ได้รั บ สมญาว่ า
“ผู ้พิ ท ัก ษ์ ร่างกาย”
1.2 สมองส่ ว นกลาง (MIDBRAIN)
เป็ นส่ว นที่ ต่ อ จากสมองส่ว น
หน้า ทาหน้า ที่ เ กี่ย วกับ การเคลื่ อ นไหว
ของลู ก ตาและม่ า นตา เช่ น ทาให้ลู ก
ตากลอกไปมาได้ ปิ ดเปิ ดม่ า นตา
ขณะที่ มี แ สงเข้า มามากหรื อ น้อ ย
1.3 สมองส่ ว นท้า ย (HINDBRAIN )
1.3.1 ซี รี เ บลลัม หรื อ สมองเล็ ก (CEREBELLUM)
เป็ นสมองส่ ว นที่ อ ยู่ บ ริ เ วณท้า ยทอยใต้ส มองแท้ล งมา
รู ป ร่ า งเหมื อ นใบไม้มี ล กั ษณะเป็ นรอยหยัก ย่ น เช่ น กัน แต่ น้อ ย
กว่ า สมองแท้ ชั้น นอกเป็ นสีเ ทา ส่ ว นชั้น ในเป็ นสีข าว
มีหน้าที่สาคัญคือช่วยให้อวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุม
ของสมองสามารถทางานประสานกันได้เป็ นจังหวะเดียวกันเพื่อทา
กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ ง
หน้าที่อกี ประการหนึ่ งคือควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
1.3.2 พอนส์ (PONS)
เป็ นส่ว นของก้า นสมองที่ อ ยู่
ด้า นหน้า ของซี รี เ บลลัม ติ ด กับ สมอง
ส่ ว นกลาง ทาหน้า ที่ ค วบคุ ม การ
ทางานบางอย่ า ง เช่ น การเคี้ ย ว
อาหาร การหลัง่ น้ า ลาย การ
เคลื่ อ นไหวของกล้า มเนื้ อบริ เ วณ
ใบหน้า ควบคุ ม การหายใจ การฟั ง
1.3.3 เมดุ ล ลา ออบลองกาตา
(MEDULLA OBLONGATA)
เป็ นส่ว นที่ อ ยู่ ต่ อ จากพอนส์ล งมา และเป็ นส่ว นสุ ด ท้า ยของ
สมอง ทาหน้า ที่ เ ชื่ อ มต่ อ ระหว่ า งสมองกับ ไขสัน หลัง เป็ นทางผ่ า น
ของกระแสประสาทระหว่ า งสมองกับ ไขสัน หลัง
นอกจากนี้ ยัง ทาหน้า ที่ ค วบคุ ม กิ จ กรรมของระบบประสาท
อัต โนมัติ และการทางานของอวัย วะภายในบางชนิ ด เช่ น การเต้น
ของหัว ใจ การหายใจ การหมุน เวี ย นเลื อ ด การกลื น การไอ การ
จาม การขยายและหดตัว ของปอด การย่ อ ยอาหาร การยื ด และ
หดตัว ของเส้น เลื อ ด เป็ นต้น
1.ระบบประสาทส่ ว นกลาง
(CENTRAL NERVOUS SYSTEM – CNS)
2. ไขสันหลัง
เป็ นส่วนที่ต่อจากสมองลงไปตามแนวช่อง
กระดูกสันหลัง โดยเริ่มจากกระดูกสันหลังข้อแรก
ไปจนถึงกระดูกบัน้ เอวข้อที่ 2 ซึ่งมีความยาว
ประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวของกระดูกสันหลัง
และมีแขนงเส้นประสาทแตกออกจากข้อสันหลัง
มากมาย ไขสันหลังจะมีเยื่อหุม้ 3 ชัน้ และมี
ของเหลวบรรจุอยู่ในเยื่อหุม้ สมอง
โครงสร้ างและหน้ า ที่ ข องไขสั น หลั ง
ไขสัน หลัง ทาหน้ า ที่ ร บั กระแสประสาทจากส่ ว นต่ า งๆ ของร่ า งกาย
ส่ ง ต่ อ ไปยัง สมอง และรับ กระแสประสาทตอบสนองจากสมองเพื่ อ ส่ ง ไป
ยัง อวัย วะต่ า งๆ ของร่ า งกาย
นอกจากนี้ ยัง ควบคุ ม ปฏิ กิ ริ ย ารี เ ฟลกซ์ (reflax action) หรื อ
ปฏิ กิ ริ ย าตอบสนองต่ อ สิ่ง เร้า อย่ า งกะทัน หัน โดยไม่ ต อ้ งรอคาสัง่ จากสมอง
เช่ น เมื่ อ มื อ บัง เอิญ ถู ก ไฟหรื อ ของร้อ นจะรี บ กระตุ ก มื อ หนี ท นั ที
ซึ่ ง ปฏิ กิ ริ ย ารี เ ฟลกซ์น้ ี เป็ นปฏิ กิ ริ ย าที่ สาคัญ ที่ แ สดงให้เ ห็ น ถึ ง พยาธิ ส ภาพ
ของร่ า งกายเกี่ ย วกับ ระบบประสาท และแพทย์ส ามารถนามาวิ นิ จ ฉั ย โรค
บางชนิ ด ได้
2.ระบบประสาทส่ วนปลาย
(PERIPHERAL NERVOUS SYSTEM- PNS)
ระบบประสาทส่ว นปลายประกอบด้ว ย
หน่ ว ยรับ ความรู ส้ ึก ทั้ง หมด ทาหน้า ที่ นาความรู ส้ ึก
จากส่ ว นต่ า งๆ ของร่ า งกายเข้า สู่ร ะบบประสาท
ส่ ว นกลางไปยัง อวัย วะปฏิ บ ตั ิ ง าน ประกอบไป
ด้ว ยเส้น ประสาทสมอง เส้น ประสาทไขสัน หลัง
และประสาทระบบอัต โนมัติ
2.ระบบประสาทส่ วนปลาย
(PERIPHERAL NERVOUS SYSTEM- PNS) (ต่ อ )
2.1 เส้น ประสาทสมอง มี อ ยู่ 12 คู่ ทอด
มาจากสมองผ่ า นรู ต่ า งๆ ของกะโหลก
ศี ร ษะไปเลี้ ย งบริ เ วณศี ร ษะและลาคอ
เป็ นส่ว นใหญ่
2.2 เส้น ประสาทไขสัน หลัง มี อ ยู่ 31 คู่
ออกจากไขสัน หลัง เป็ นช่ ว งๆ ผ่ า นรู
ระหว่ า งกระดู ก สัน หลัง ไปสู่ ร่ า งกาย แขน
และขา
2.3 ประสาทระบบอัต โนมัติ (AUTONOMIC NERVOUS SYSTEM)
เป็ นระบบประสาทที่ ค วบคุ ม การทางานของอวัย วะที่ อ ยู่ ภ ายนอก
อานาจของจิ ต ใจโดยไม่ รู ส้ ึ ก ตัว เช่ น การเต้น ของหัว ใจ การเคลื่ อ นไหว
ของอวัย วะภายใน ผนั ง ของหลอดเลื อ ด และต่ อ มต่ า งๆ ศู น ย์ก ลางการ
ควบคุ ม ของระบบประสาทอัต โนมัติ จ ะอยู่ ใ นก้า นสมอง และส่ ว นที่ อยู่ ลึ ก ลง
ไปในสมองที่ เ รี ย กว่ า ไฮโพทาลามัส ระบบประสาทอัต โนมัติ ทางานโดย
การประสานของเส้น ประสาทคู่ ห นึ่ งซึ่ ง มี ก ารประสานงานอย่ า งใกล้ ชิ ด กับ
ฮอร์โ มนจากระบบต่ อ มไร้ท่ อ
2.3 ประสาทระบบอัต โนมัติ (ต่ อ )
แบ่ ง เป็ น 2 ประเภท คื อ
1. ซิ ม พาเทติ ก
2. พาราซิ ม พาเทติ ก
จะควบคุ ม การทางานของอวั ย วะภายในให้ ทางานตรงกั น
โดยทั่ ว ไประบบประสาทพาราซิ ม พาเทติ ก จะช่ วยเพิ่ ม การทางาน
ของอวั ย วะ เพื่ อ ให้ ไ ด้ พ ลั ง งานและเก็ บ รั ก ษาพลั ง งานไว้ เช่ น กระตุ้ น การย่ อ ย
อาหาร และลดการทางานของหั ว ใจ
แต่ ร ะบบประสาทซิ ม พาเทติ ก จะเพิ่ ม การใช้ พลั ง งานและเพื่ อ ทาให้
ร่ างกายตื่ น ตั ว โดยเร่ งการทางานของหั ว ใจ เพิ่ ม อั ต ราเม แทบอลิ ซึ ม และการ
ทางานของอวั ย วะต่ า งๆ
2.3 ประสาทระบบอัต โนมัติ (ต่ อ )
ระบบพาราซิมพาเทติก
ม่านตาหรี่ ลง
ต่อมน้ าตาหยุดการทางาน
น้ าลายไหลปกติ
หัวใจเต้นปกติ
ปอดหด / ขยายปกติ
ตับและกระเพาะอาหารทางานมากขึ้น
ลาไส้ทางานมากขึ้น
กระเพาะปัสสาวะหดตัว
อวัยวะเพศแข็งตัว
ระบบซิมพาเทติก
ม่านตาขยาย
ต่อมน้ าตาทางาน
น้ าลายและเหงื่อถูกผลิตออกมามาก
หัวใจเต้นเร็ ว
ปอดหด / ขยายเพิม่ ขึ้น
ตับและกระเพาะทางานน้อยลง
ฮอร์โมนอะดรี นาลีนถูกหลัง่ ออกมา
ลาไส้ทางานน้อยลง
กระเพาะปัสสาวะขยายตัว
ถุงอัณฑะขยายตัวทันที
การสร้ างเสริ ม และดารงประสิ ท ธิ ภ าพ
การทางานของระบบประสาท
1. ระวัง ไม่ ใ ห้เ กิ ด การกระทบกระเทื อ นบริ เ วณศี ร ษะ
2. ระมัด ระวัง ป้ องกัน ไม่ ใ ห้เ กิ ด โรคทางสมอง
3. หลี ก เลี่ ย งยาชนิ ด ต่ า งๆ ที่ มี ผ ลต่ อ สมอง รวมทั้ง ยาเสพติ ด และ
เครื่ อ งดื่ ม ที่ มี แ อลกอฮอล์
4. พยายามผ่ อ นคลายความเครี ย ด พัก ผ่ อ นให้เ พี ย งพอ
5. ออกกาลัง กายสมา่ เสมอ ถนอมและบารุ ง อวัย วะต่ า งๆ ที่ เ กี่ ย วข้อ งกับ
ระบบประสาท
6. รับ ประทานอาหารที่ มี ป ระโยชน์ ต่ อ ร่ า งกาย โดยเฉพาะอาหารที่ ใ ห้
วิ ต ามิ น บี 1 สู ง
(Reproductive System)
โครงสร้ างและหน้ า ที่ ข องระบบสื บ พั น ธุ์
ระบบสืบ พัน ธุ ์ เป็ นระบบที่ เ กี่ย วกับ การเพิ่ม
จานวนของสิ่ง มี ชี วิ ต ให้ม ากขึ้ นตามธรรมชาติ และเป็ น
การทดแทนสิ่ง มี ชี วิ ต รุ่ น เก่ า ที่ ต ายไป เพื่อ ให้ดารง
เผ่ า พัน ธุ ไ์ ว้ไ ด้ ซึ่ ง การสืบ พัน ธุ ไ์ ว้ไ ด้ ซึ่ ง การสืบ พัน ธุ ข์ อง
มนุ ษ ย์เ ป็ นการสืบ พัน ธุ แ์ บบอาศัย เพศ ต้อ งอาศัย อวัย วะ
สืบ พัน ธุ ข์ องเพศชายและเพศหญิ ง
การสื บ พั น ธุ์ มี 2 แบบคื อ
1. การสื บ พั น ธุ์ แ บบอาศั ย เพศ(sexual reproduction) คื อ ทาให้ ลู ก
ที่ เ กิ ด มามี ค วามแปรผัน ทางพัน ธุ ก รรม เช่ น การปฏิ ส นธิ มี ก าร
รวมกัน ของเซลล์สื บ พัน ธุ์ การถ่ า ยโอน DNA
2. การสื บ พั น ธุ์ แ บบไม่ อ าศั ย เพศ(asexual reproduction) คื อ ลู ก ที่
เกิ ด มาไม่ มี ค วามแปรผัน ทางพัน ธุ ก รรมลัก ษณะเหมื อ นพ่ อ แม่ ทุ ก
ประการ เช่ น การแบ่ ง เซลล์อ อกเป็ นสอง การแบ่ ง นิ ว เคลี ย สหลายๆที
แล้ว ค่ อ ยแบ่ ง cytoplasm การสร้ า งสปอร์
1. ระบบสืบพันธุเ์ พศหญิง
1) รั ง ไข่ (OVARY)
ทาหน้า ที่ ผ ลิ ต ไข่ แ ละฮอร์โ มนเพศหญิ ง ซึ่ ง จะกาหนดลัก ษณะต่ า งๆ
ในเพศหญิ ง เช่ น ตะโพกผาย เสีย งแหลม สาหรับ รัง ไข่ จ ะมี 2 อัน
ซึ่ ง จะอยู่ ค นละข้า งของมดลู ก จะมี ล กั ษณะคล้า ยเม็ ด มะม่ ว งหิ ม พานต์
ยาวประมาณ 2 - 3 เซนติ เ มตร หนา 1 เซนติ เ มตร
1) รั ง ไข่ (OVARY) (ต่ อ )
1) เอสโตรเจน (Estrogen) ทาหน้ า มี่ ค วบคุ ม เกี่ ย วกั บ มดลู ก ช่ องคลอด
ต่ อ มนา้ นม และควบคุ ม การเกิ ด ลั ก ษณะต่ า ง ๆ ของเพศหญิ ง เช่ น เสี ย ง
แหลมเล็ ก ตะโพกผาย หน้ า อกและอวั ย วะเพศขยายใหญ่ ขึ้ น เป็ นต้ น
2) โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทางานร่ วมกั บ เอสโตรเจนในการ
ควบคุ ม เกี่ ย วกั บ การเจริ ญ ของมดลู ก การเปลี่ ย นแปลงเยื่ อ บุ ม ดลู ก เพื่ อ
เตรี ย มรั บ ไข่ ที่ ผ สมแล้ ว
2) ท่ อ นาไข่ (FALLOPIAN TUBE)
เรี ย กอีก ชื่ อ หนึ่ ง ว่ า ปี กมดลู ก เป็ นทางเชื่ อ มต่ อ ระหว่ า งรัง ไข่ ท ้งั สองข้า ง
กับ มดลู ก ทาหน้า ที่ เ ป็ นทางผ่ า นของไข่ ท่ี อ อกจากรัง ไข่ เ ข้า สู่ม ดลู ก และ
เป็ นบริ เ วณที่ อ สุ จิจ ะเข้า ปฏิ ส นธิ ก บั ไข่ ท่ อ นาไข่ มี เ ส้น ผ่ า นศู น ย์ก ลาง
ประมาณ 2 มิ ล ลิ เ มตร และยาวประมาณ 6 - 7 เซนติ เ มตร
3) มดลู ก (UTERUS)
 มี รู ป ร่ า งคล้า ยผลชมพู่ หั ว กลับ ลง กว้า งประมาณ 4 เซนติ เ มตร ยาว
ประมาณ 6 - 8 เซนติ เ มตร หนาประมาณ 2 เซนติ เ มตร อยู่ ใ นบริ เวณอุ ้ง
กระดู ก เชิ ง กรานระหว่ า งกระเพาะปั ส สาวะกับ ทวารหนั ก ทาหน้ า ที่ เ ป็ นที่ ฝั ง
ตัว ของไข่ ที่ ไ ด้รั บ การผสมแล้ว และเป็ นที่ เ จริ ญเติ บ โตของทารกในครรภ์
4) ช่ องคลอด (VAGINA)
อยู่ ต่ อ จากมดลู ก ลงมา ทาหน้า ที่ เ ป็ นทางผ่ า นของตัว อสุ จิเ ข้า สู่ ม ดลู ก
และเป็ นทางออกของทารกเมื่ อ ครบกาหนดคลอด
การตกไข่
การตกไข่ หมายถึ ง การที่ ไ ข่ สุ ก และออกจากรั ง ไข่ เ ข้า สู่ ท่ อ นาไข่ โดยปกติ
รั ง ไข่ แ ต่ ล ะข้า งจะสลับ กัน ผลิ ต ไข่ ใ นแต่ ล ะเดื อ น ดัง นั้ น จึ ง มี ก ารตกไข่ เ กิ ด ขึ้ น
เดื อ นละ 1 ใบ ในช่ ว งกึ่ งกลางของรอบเดื อ น เมื่ อ มี ก ารตกไข่ มดลู ก จะมี ก าร
เปลี่ ย นแปลงโดยมี ผ นั ง หนาขึ้ นทั้ ง มี เ ลื อ ดมาหล่ อ เลี้ ยงเป็ นจานวนมาก ซึ่ ง
ต่ อ ไปจะเกิ ด การเปลี่ ย นแปลงใน 2 กรณี ต่ อ ไปนี้
การตกไข่
1) ถ้ า มี อ สุ จิ เ คลื่ อ นที่ เ ข้ า มาในท่ อ นาไข่ ใ นขณะที่ มี ก ารตกไข่ อสุ จิ จ ะเข้า
ปฏิ ส นธิ กับ ไข่ ที่ บ ริ เวณท่ อ นาไข่ ด้า นที่ ใ กล้กับ รั ง ไข่ ไข่ ที่ ไ ด้รั บ การผสมแล้ว
จะเคลื่ อ นตัว เข้า สู่ ม ดลู ก เพื่ อ ฝั ง ตัว ที่ ผ นั ง มดลู ก และเจริ ญเติ บ โตต่ อ ไป
2) ถ้ า ไม่ มี ตั ว อสุ จิ เ ข้ า มาในท่ อ นาไข่ ไข่ จ ะสลายตัว ก่ อ นที่ จ ะผ่ า นมาถึ ง มดลู ก
จากนั้ นผนั ง ด้า นในของมดลู ก และเส้ น เลื อ ดที่ ม าหล่ อ เลี้ ยง เป็ นจานวนมากก็
จะสลายตัว แล้ว ไหลออกสู่ ภ ายนอกร่ างกายทางช่ อ งคลอด เรี ยกว่ า
ประจาเดื อ น โดยปกติ ผู ้ห ญิ ง จะเริ่ มมี ป ระจาเดื อ นเมื่ อ อายุ ป ระมาณ 12 ปี ขึ้ น
ไป รอบของการมี ป ระจาเดื อ นแต่ ล ะเดื อ นจะแตกต่ า งกัน ไปในแต่ ล ะคน
โดยทั่ว ไปประมาณ 28 วัน และจะมี ทุ ก เดื อ นไปจนกระทั่ง อายุ ป ระมาณ 50 55 ปี จึ ง จะหยุ ด การมี ป ระจาเดื อ น โดยจะขึ้ นอยู่ ก ับ ความสมบู ร ณ์ ข องร่ างกาย
2. ระบบสืบพันธุเ์ พศชาย
1) อั ณ ฑะ (TESTIS)
อั ณ ฑะ มี ลั ก ษณะรู ป ร่ างคล้ า ยไข่ ฟ องเล็ ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ
2-3 Cmหนั ก ประมาณ 50 กรั ม อั ณ ฑะมี 2 ข้ า งและขนาดใกล้ เ คี ย งกั น อยู่
ภายในอั ณ ฑะประกอบด้ ว ยหลอดสร้ างตั ว อสุ จิ มี ลั ก ษณะเป็ นท่ อ เล็ ก ๆขดเรี ย ง
กั น อยู่ ม ากมาย เพื่ อ ทาหน้ า ที่ ส ร้ างตั ว อสุ จิ (Sperm)นอกจากนั้ น ยั ง มี เ ซลล์ ที่ ทา
หน้ า ที่ ส ร้ างฮอร์ โมนเพศชาย ซึ่ ง ควบคุ ม ลั ก ษณะต่ า งๆของเพศชาย เช่ น เสี ย ง
ห้ า ว มี ห นวดเครา
2) ถุ ง อั ณ ฑะ (SCROTUM)
เป็ นถุง ของผิ ว หนั ง อยู่ น อกช่ อ งท้อ ง ซึ่ ง สีข องผิ ว หนั ง ส่ ว นนี้ มัก จะเข้ม
กว่ า ส่ว นอื่น ของร่ า งกายทัว่ ไป ทาหน้า ที่ ค วบคุ ม อุณ หภู มิ ใ ห้พ อเหมาะ
ในการสร้า งตัว อสุ จิ ซึ่ ง ตัว อสุ จิจ ะเจริ ญ ได้ดี ท่ี อุณ หภู มิ ตา่ กว่ า อุณ หภู มิ
ปกติ ข องร่ า งกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซี ย ส คื อ ประมาณ 34
องศาเซลเซี ย ส
3) หลอดสร้ างตั ว อสุ จิ (SEMIMIFEROUS TUBLES)
หลอดสร้า งตัว อสุ จิเ ป็ นหลอดที่ ห น้า ที่ ผ ลิ ต ตัว อสุ จิจ ะประกอบด้ว ย
กลุ่ม เซล spermatogonium และ sertoli cell ทาหน้า ที่ ส ร้า ง
อาหารให้ต วั อสุ จิแ ละปล่ อ ยออกมาทาง rete testis เข้า ไปอยู่ ใ น
หลอดเก็ บ ตัว อสุ จิ
4) หลอดเก็ บ อสุ จิ (EPIDIDYMIS)
มี ล กั ษณะเป็ นท่ อ เล็ ก ๆ ขดทบไปมา รู ป ร่ า งคล้า ยลู ก น้ า ตัว เต็ ม วัย
ส่ ว นบนโต ส่ ว นล่ า งแคบ อยู่ ด า้ นบนของอัณ ฑะ ทาหน้า ที่ เ ก็ บ ตัว
อสุ จิท่ี เ จริ ญ เต็ ม ที่ ก่ อ นที่ จ ะส่ง ผ่ า นไปยัง หลอดนาตัว อสุ จิ
5) หลอดนาตั ว อสุ จิ (VAS DEFERENS)
เป็ นท่ อ อยู่ ถ ดั จากส่ว นล่ า งของหลอดเก็บ ตัว อสุ จิ มี อ ยู่ 2 ท่ อ
ทาหน้า ที่ ลาเลีย งตัว อสุ จิไ ปเก็บ ไว้ท่ี ต่ อ มสร้า งน้ า เลี้ย งอสุ จิ
6) ต่ อ มสร้ างนา้ เลี้ ย งอสุ จิ (SEMINAL VESICLE)
เป็ นต่ อ มรู ป ร่ า งคล้า ยถุง ยาวๆ ผนั ง ไม่ เ รี ย บอยู่
ด้า นหลัง ต่ อ กับ กระเพาะปัส สาวะ ทาหน้า ที่ ส ร้า ง
อาหารเพื่อ ใช้เ ลี้ ย งตัว อสุ จิ เช่ น น้ า ตาลฟรัก โทส
วิ ต ามิ น ซี โปรตี น โกลบู ลิ น เป็ นต้น และสร้า ง
ของเหลวมาผสมกับ ตัว อสุ จิเ พื่ อ ให้เ กิ ด สภาพที่
เหมาะสมสาหรับ ตัว อสุ จิ
7) ต่ อ มลู ก หมาก (PROSTATE GLAND)
เป็ นต่ อ มที่ มี ข นาดใกล้เ คี ย งกับ ต่ อ ม
ลู ก หมาก อยู่ ต อนต้น ของท่ อ ปัส สาวะ ทาหน้า ที่
หลัง่ สารที่ มี ฤ ทธิ์ เ ป็ นด่ า งอ่อ นๆ เข้า ไปในท่ อ
ปัส สาวะเพื่อ ทาลายฤทธิ์ ก รดในท่ อ ปัส สาวะ ทาให้
เกิด สภาพที่ เ หมาะสมกับ ตัว อสุ จิ
8) ต่ อ มคาวเปอร์ (COWPER GLAND)
เป็ นต่ อ มที่ มี รู ป ร่ า งกลมขนาดเท่ า เม็ ด ถัว่ อยู่ ใ ต้ต่ อ ม
ลู ก หมากลงไป ทาหน้า ที่ ห ลัง่ สารไปหล่ อ ลื่ น ท่ อ
ปัส สาวะในขณะที่ เ กิ ด การกระตุน้ ทางเพศ ทาให้ต วั
อสุ จิเ คลื่อ นที่ เ ร็ ว และยัง ทาหน้า ที่ ชาระล้า งกรดของ
น้ า ปัส สาวะที่ เ คลื อ บท่ อ ปัส สาวะ ทาให้ต วั อสุ จิไ ม่
ตายเสีย ก่ อ นในขณะเคลื่อ นที่ อ อกมา
8) อวั ย วะเพศชาย (PENNIS)
เป็ นกล้า มเนื้ อ ที่ ห ดและพองตัว ได้ค ล้า ย
ฟองน้ า ในเวลาปกติ จ ะอ่ อ นและงอตัว อยู่ แต่ เ มื่ อ
ถู ก กระตุ ้น จะเเข็ง ตัว เพราะมี เ ลื อ ดมาคั่ง มาก
ภายในจะมี ท่ อ ปั ส สาวะทาหน้า ที่ เ ป็ นทางผ่า น
ของตัว อสุ จิ แ ละน้ า ปั ส สาวะ
ขั้ น ตอนในการสร้ างตั ว อสุ จิ แ ละการหลั่ ง นา้ อสุ จิ
เริ่ ม จากหลอดสร้า งตัว อสุ จิ ซึ่ ง อยู่ ภ ายในอัณ ฑะสร้า งตัว อสุ จิ
ออกมา จากนั้ น ตัว อสุ จิ จ ะถู ก นาไปพัก ไว้ท่ี ห ลอดเก็ บ อสุ จิก่ อ นจะถู ก
ลาเลี ย งผ่ า นไปตามหลอดนาตัว อสุ จิ เพื่ อ นาตัว อสุ จิไ ปเก็ บ ไว้ท่ี ต่ อ ม
สร้า งน้ า เลี้ย งตัว อสุ จิร อการหลัง่ ออกสู่ภ ายนอก ต่ อ มลู ก หมากจะ
หลัง่ สารเข้า ผสมกับ น้ า เลี้ ย งอสุ จิเ พื่อ ปรับ สภาพให้เ หมาะสมกับ ตัว
อสุ จิก่ อ นที่ จ ะหลัง่ น้ า อสุ จิอ อกสู่ภ ายนอกทางท่ อ ปัส สาวะ
ขั้ น ตอนในการสร้ างตั ว อสุ จิ แ ละการหลั่ ง นา้ อสุ จิ ( ต่ อ )
โดยปกติ เ พศชายจะเริ่ ม สร้ างตั ว อสุ จิ ไ ด้ เ มื่ อ อายุ ป ระมาณ 12 - 13 ปี
และจะสร้ างไปจนตลอดชี วิ ต ส่ วนการหลั่ ง นา้ อสุ จิ ใ นแต่ ล ะครั้ งจะมี ข องเหลว
ออกมาเฉลี่ ย ประมาณ 3 - 4 ลู ก บาศก์ เ ซนติ เ มตรและมี ตั ว อสุ จิ เ ฉลี่ ย ประมาณ
350 - 500 ล้ า นตั ว สาหรั บ ชายที่ เ ป็ นหมั น จะมี ตั ว อสุ จิ น้ อ ยกว่ า 30 - 50 ล้ า น
ตั ว ต่ อ ลู ก บาศก์ เ ซนติ เ มตร หรื อ มี ตั ว อสุ จิ ที่ ผิ ด ปกติ ม ากกว่ า ร้ อยละ 25 ตั ว
อสุ จิ ที่ ห ลั่ ง ออกมาจะเคลื่ อ นที่ ไ ด้ ป ระมาณ 3 - 4 มิ ล ลิ เ มตรต่ อ นาที และมี ชี วิ ต
อยู่ น อกร่ างกายได้ ป ระมาณ 2 ชั่ ว โมง แต่ จ ะมี ชี วิ ต อยู่ ใ นมดลู ก ของเพศหญิ ง
ได้ น านประมาณ 24 - 48 ชั่ ว โมง
ขั้ น ตอนในการสร้ างตั ว อสุ จิ แ ละการหลั่ ง นา้ อสุ จิ ( ต่ อ )
นา้ อสุ จิ แต่ ล ะครั้ ง ที่ ห ลั่ ง ออกมาประกอบด้ ว ยตั ว ะสุ จิ
และนา้ หล่ อ เลี้ย งต่ า งๆประมาณครั้ ง ละ 3 ลบ . ซม . จานวน
อสุ จิ ป ระมาณ 300-500 ล้ า นตั ว
ตั ว อสุ จิ มี ข นาดเล็ ก มากมี ลั ก ษณะคล้ า ยลู ก อ๊ อ ด
ประกอบด้ ว ยส่ วนหั ว และส่ วนหางดั ง รู ป มี อ ายุ 48 ชั่ ว โมงเมื่ อ
เข้ า ไปในมดลู ก
การสร้า งเสริ ม และดารงประสิ ท ธิ ภ าพการทางาน
ของระบบสื บ พัน ธุ ์
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
ดู แ ลร่ า งกายให้แ ข็ ง แรงอย่ า งสมา่ เสมอ รับ ประทานอาหารให้ถู ก สัด ส่ ว น
ออกกาลัง กายอย่ า งสมา่ เสมอ
งดเครื่ อ งดื่ ม ที่ มี ส่ ว นผสมของแอลกอฮอล์
พัก ผ่ อ นให้เ พี ย งพอ ไม่ เ คร่ ง เครี ย ด และทาจิ ต ใจให้ร่ า เริ ง แจ่ ม ใสอยู่ เ สมอ
ทาความสะอาดร่ า งกายอย่ า งทัว่ ถึ ง และสมา่ เสมอ อย่ า งน้ อ ยวัน ละ 2 ครั้ง
สวมใส่ เ สื้ อ ผ้า ที่ ส ะอาด ไม่ อ บั ชื้ น และอย่ า ให้ร ัด แน่ นจนเกิด ไป
ไม่ ใ ช้เ สื้ อ ผ้า ผ้า เช็ ด ตัว และเครื่ อ งนุ่ ง ห่ ม ร่ ว มกับ ผู ้อ่ืน
ไม่ สาส่ อ นทางเพศ
เมื่ อ เกิ ด สิ่ ง ผิ ด ปกติ ใ ดๆ เกี่ ย วกับ อวัย วะเพศ ควรรับ ปรึ ก ษาแพทย์
ระบบต่ อ มไร้ท่ อ (Endocrine System)
โครงสร้ างและหน้ า ที่ ข องระบบต่ อ มไร้ ท่ อ
ระบบต่ อ มไร้ท่ อ เป็ นระบบที่ ผ ลิ ต สารที่ เ รี ย กว่ า ฮอร์โ มน เป็ นต่ อ ม
ที่ ไ ม่ มี ท่ อ หรื อ รู เ ปิ ด จึ ง ลาเลี ย งสารเหล่ า นั้ น ไปตามกระแสเลื อ ดไปสู่ อ วัย วะ
เป้ าหมาย เพื่ อ ทาหน้ า ที่ ค วบคุ ม การทางานของระบบต่ า งๆ ฮอร์โ มนจะ
ทางานโดยประสานกับ ระบบประสาท เราจึ ง เรี ย กระบบต่ อ มไร้ท่ อ และ
ระบบประสาทนี้ ว่ า ระบบประสานงาน ฮอร์โ มนที่ ผ ลิ ต ขึ้ นจากต่ อ มไร้ท่ อ
จะต้อ งมี ป ริ ม าณพอดี ก บั ร่ า งกาย และมี ฤ ทธิ์ ม ากพอที่ จ ะทาให้เ กิ ด
พฤติ ก รรมต่ า งๆ ในสิ่ ง มี ชี วิ ต ถ้า ปริ ม าณฮอร์โ มนมี ม ากหรื อ น้ อ ยเกิ น ไปจะ
ทาให้เ กิ ด โรคต่ า งๆ ขึ้ นได้ เช่ น โรคเบาหวาน โรคคอพอก หรื อ โรคที่
เกี่ ย วข้อ งกับ การเจริ ญ เติ บ โตของร่ า งกาย เป็ นต้น
1) ต่ อ มใต้ ส มอง (PITUITARY GLAND)
เป็ นต่ อ มที่ มี ข นาดเล็ ก รู ป ร่ า งกลม อยู่ ใ ต้ส มอง
แบ่ ง เป็ น 2 ส่ ว น คื อ ต่ อ มใต้ส มองส่ ว นหน้ า และต่ อ ม
ใต้ส มองส่ ว นหลัง เป็ นศู น ย์ค วบคุ ม ใหญ่ ข องร่ า งกาย มี
หน้ า ที่ สาคัญ หลายอย่ า ง เช่ น สร้า งฮอร์โ มนควบคุ ม การ
เจริ ญ เติ บ โตของร่ า งกายและกระดู ก และสร้า ง
ฮอร์โ มนที่ ทาให้ค วามดัน เลื อ ดสู ง ขึ้ น ทาให้ป ัส สาวะเป็ น
ปกติ และการบี บ ตัว ของมดลู ก ในเพศหญิ ง ขณะคลอด
บุ ต รด้ว ย นอกจากนี้ ยัง ทาหน้ า ที่ ค วบคุ ม การทางานของ
ต่ อ มไร้ท่ อ อื่ น ๆ เช่ น ต่ อ มไทรอยด์ ต่ อ มหมวกไต รวม
ไปถึ ง ควบคุ ม การทางานของระบบสื บ พัน ธุ ์ข องคนเรา
2) ต่ อ มหมวกไต (ADRENAL GLAND)
เป็ นต่ อ มที่ มี รู ป ร่ า งค่ อ นข้า งแบนคล้า ยหมวดครอบอยู่
ส่ ว นบนของไตแบ่ ง ออกเป็ น 2 ชั้น ชั้น ในสร้า งฮอร์โ มนอะดรี น าลิ น
ซึ่ ง มี คุ ฯ สมบัติ เ หมื อ นสารที่ ห ลัง่ จากปลายประสาทอัต โนมัติ โดยจะ
กระตุน้ ร่ า งกายทุ ก ส่ว นให้เ ตรี ย มพร้อ ม หลอดเลื อ ดทัว่ ไปหดตัว
และทาให้ค วามดัน เลื อ ดสู ง ขึ้ น ส่ ว นทชั้น นอกสร้า งฮอร์โ มนควบคุ ม
การเผาผลาญอาหาร(cortisol) ตลอดจนฮอร์โ มนควบคุ ม การดู ด
ซึ ม เหลื อ ที่ ไ ต (aldosterone)
3) ต่ อ มไทรอยด์ (THYROID GLAND)
เป็ นต่ อ มที่ มี ล ัก ษณะเป็ นพู เชื่ อ มต่ อ กัน เป็ นต่ อ มที่ อ ยู่ ติ ด กับ กล่ อ งเสี ย ง
และหลอดลม ต่ อ มนี้ จะมี ข นาดโตขึ้ นตามอายุ เพศ และภาวะโภชนาการ ผลิ ต
ฮอร์โ มนที่ สาคัญ คื อ ไทร็ อ กซิ น โดยใช้ไ อโอดี น เป็ นวัต ถุ ดิ บ ในการ สร้า งฮอร์โ มน
ซึ่ ง ฮอร์โ มนไทร็ อ กซิ น มี ห น้ า ที่ สาคัญ ดัง นี้
1) ช่ ว ยในการเจริ ญ เติ บ โตของกระดู ก สมอง และระบบประสาท
2) ช่ ว ยในการเปลี่ ย นแปลงรู ป ร่ า งเมื่ อ เป็ นผู ้ใ หญ่
3) ช่ ว ยควบคุ ม อัต ราเมตาบอลิ ซึ ม ในร่ า งกาย
4) ต่ อ มพาราไทรอยด์ (PARATHYROID GLAND)
เป็ นต่ อ มขนาดเล็ ก มี 2 คู่ อยู่ ติ ด กับ ต่ อ มไทรอยด์ ทาหน้ า ที่ ส ร้า ง
ฮอร์โ มนพาราฮอร์โ มนที่ ค วบคุ ม ปริ ม าณของแคลเซี ย มในเลื อ ดและรั ก ษา
ความเป็ นกรดเป็ นด่ า งในร่ า งกายให้อ ยู่ ใ นระดับ ที่ เ หมาะสม
5) ต่ อ มที่ อ ยู่ ใ นตั บ อ่ อ น (ISLETS OF LANGERHANS)
ลัก ษณะเป็ นต่ อ มขนาดใหญ่ ตั้ง อยู่ ท างด้า นหลัง ของกระเพาะอาหาร จะผลิ ต
ฮอร์โ มนที่ สาคัญ ดัง นี้
1) อิ น ซู ลิ น เป็ นฮอร์โ มนที่ ทาให้ร ะดับ น้ า ตาลในเลื อ ดตา่ ลง โดยช่ ว ยให้ก ลู โ คส
ผ่ า นเข้า เซลล์แ ละเปลี่ ย นส่ ว นหนึ่ งเป็ นไกลโคเจนเก็ บ ไว้ท่ี ต ับ ทาให้ร ะดับ น้ า ตาลใน
เลื อ ดอยู่ ใ นระดับ ปกติ ถ้า ขาดฮอร์โ มนชนิ ด นี้ จะทาให้เ ป็ นโรคเบาหวาน เพราะไม่
สามารถเปลี่ ย นน้ า ตาลในเลื อ ดให้เ ป็ นไกลโคเจนเก็ บ ไว้ใ นกล้า มเนื้ อหรื อ ในตับ ได้
2) กลู ค ากอน เป็ นฮอร์โ มนที่ ทางานตรงข้า มกับ อิ น ซู ลิ น คื อ ทาให้ร ะดับ น้ า ตาล
ในเลื อ ดสู ง ขึ้ น
6) ต่ อ มเพศ
รัง ไข่ (ovary) ในเพศหญิ ง โดยที่ ร งั ไข่ ทาหน้ า ที่ ผ ลิ ต ไข่ แ ละสร้า ง
ฮอร์โ มนเพศ คื อ ฮอร์โ มนเอสโทรเจนกับ ฮอร์โ มนโพรเจสเทอโรน เป็ น
ฮอร์โ มนที่ ค วบคุ ม เกี่ ย วกับ ลัก ษณะต่ า ง ๆ ของเพศหญิ ง เช่ น เสี ย งเล็ ก
แหลม สะโพกผาย การขยายใหญ่ ข องอวัย วะเพศ และเต้า นม เป็ นต้น
อัณ ฑะ (testis) ในเพศชาย ทาหน้ า ที่ ส ร้า งตัว อสุ จิ แ ละสร้า ง
ฮอร์โ มนเพศชาย คื อ เทสโทสเตอโรน เพื่ อ ควบคุ ม ลัก ษณะต่ า ง ๆ ของ
เพศชาย เช่ น เสี ย งแตกห้า ว ลู ก กระเดื อ กแหลม มี ข นขึ้ น บริ เ วณหน้ า
แข้ง รัก แร้ และอวัย วะ เป็ นต้น
7) ต่ อ มไทมั ส (THYMUS GLAND
เป็ นต่ อ มที่ มี รู ป ร่ า งคล้า ยพี ร ะมิ ด แบนทางข้า ง มี 2 กลี บ
ขนาดและรู ป ร่ า งแตกต่ า งกัน ไปตามอายุ มี ข นาดใหญ่ ใ นทารก
แรกเกิ ด และจะค่ อ ยๆ เล็ ก ลงเมื่ อ เริ่ ม เข้า สู่ว ยั ผู ใ้ หญ่ ทาหน้า ที่
ควบคุ ม การทางานของระบบภู มิ คุ ม้ กัน ของรางกาย
8) ต่ อ มไพเนี ย ล (PINEAL GLAND )
เป็ นต่ อ มเล็ ก ๆ ที่ อ ยู่ บ ริ เ วณกึ่ ง กลางสมองส่ ว นเซรี บ รัม พู ซ า้ ย และ
พู ข วา สร้า งฮอร์โ มนชื่ อ เมลาโทนิ น (Melatonin) มี อ วัย วะเป้ าหมาย คื อ
อวัย วะเพศ และเซลเมลาโนไซด์ ถ้า ต่ อ มไพเนี ย ลถู ก ทาลาย หรื อ สร้า ง
ฮอร์โ มนน้ อ ยเกิ น ไป มี ผ ลทาให้ก ารเจริ ญ ทางเพศเร็ ว กว่ า ปกติ (เป็ น
หนุ่ ม -สาวเร็ ว กว่ า ปกติ ) ถ้า สร้า งฮอร์โ มนมากเกิ น ไปการเจริ ญ ทางเพศจะ
ช้า กว่ า ปกติ
การสร้า งเสริ ม และดารงประสิ ท ธิ ภ าพการทางาน
ของระบบต่ อ มไร้ท่ อ
1.
2.
3.
4.
5.
เลื อ กรับ ประทานอาหารที่ มี คุ ณ ค่ า ทางโภชนาการ
ดื่ ม น้ า ในปริ ม าณที่ เ พีย งพอ
ออกกาลัง กายสมา่ เสมอ
ลดปริ ม าณเครื่ อ งดื่ ม ที่ มี แ อลกอฮอล์
หลี ก เลี่ ย งสภาพแวดล้อ มที่ ส่ ง ผลต่ อ ระบบต่ อ มไร้ท่ อ เช่ น
แหล่ ง โรงงาน
6. พัก ผ่ อ นให้เ พีย งพอ มี ค วามคิ ด สร้า งสรรค์ คิ ด ในเชิ ง บวกมากๆ

similar documents