ท่านอิสินธร พฤหัส เช้า

Report
การบริหารจัดการการสื่อสาร
เพื่อการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ
โดย นายอิสินธร สอนไว
อดีตนักบริหารการทูตระดับสูง(เอกอัครราชทูต)
ประเด็นสาคัญ
 บทบาทของนักบริหารกับการสื่อสารมวลชน
 การแถลงข่ าว
 การสื่อสารในเวทีสาธารณะ
 แนวคิด ทฤษฎีในการสื่อสาร
 ประสบการณ์ การปฏิบัตงิ าน
 ข้ อควรระวัง
บทบาทของนักบริหารกับการสื่อสารมวลชน
 เป็ นสิ่งที่อาจหนีไม่ พ้น
 เป็ นดาบสองคม
 การให้ ข้อมูลเพื่อการ PR หรื อชีแ้ จง / ลดแรงปั ญหา
 เพื่อเป็ นการป้องกันปั ญหาที่อาจเกิด
 สะท้ อนข้ อเท็จจริง
 คานึงถึงหลัก Need to Know
การแถลงข่ าว
 บัญญัติ 10 ประการของการให้ สัมภาษณ์
 อย่ าพูดเชิงท้ าทาย / ศัตรู อยู่ท่ ป
ี าก/ ปากเป็ นนาย
 การพลิกสถานการณ์ เมื่อถูกรุ ก
 ใช้ อารมณ์ ขัน / อย่ าไปเครี ยดตามนักข่ าว
การสื่อสารในเวทีสาธารณะ
 ต้ องกาหนดประเด็นที่จะสื่อสารให้ ชัดเจน
 คิดคาพูด/คาอธิบาย/คาชีแ้ จง ที่ชัดเจน
 เตรี ยมข้ อมูล สถิติ ตัวเลข ให้ พร้ อม และชัดเจน
 ดูผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึน้
 อย่ าสร้ างผลกระทบต่ อผู้อ่ น
ื หากไม่ จาเป็ น
การสื่อสารในเวทีสาธารณะ (ต่ อ)
 ควรกำหนดโฆษกสำหรับกำรให้ข่ำว
 กำรให้สมั ภำษณ์ต้องยึดหลักกำร ควำมถูกต้อง เป็ นจริง
 ควรบันทึกเทปเป็ นหลักฐำนไว้
แนวคิด ทฤษฎีการสื่อสาร
(7c’s of Communication ของ Scott M.Culip)
 Credibility (ควำมน่ ำเชื่อถือ)
 Context (สภำพแวดล้อมในกำรสื่อสำร)
 Content (เนื้ อหำสำระ)
 Clarity (ควำมชัดเจน)
 Continuity and Consistency (ควำมต่อเนื่ องและควำมแน่ นอน)
 Chanel (ช่องทำงกำรสื่อสำร)
 Capability of Audience (ควำมสำมำรถในกำรรับสำรของผูร้ บั )
ทฤษฎีการสื่อสาร(ต่ อ)
 Credibility (ควำมน่ ำเชื่อถือ) ควำมไว้วำงใจต่อสถำบัน หรือผูส้ ื่อ และกำร
มองเห็นควำมสันทัดในเรื่องนัน้ ๆ ของผูส้ ื่อสำร
 Context (สภำพแวดล้อมในกำรสื่อสำร) ต้องอยู่ในสภำพแวดล้อมของสังคม
ที่สนับสนุน กำรสร้ำงควำมรูส้ ึกกำรมีส่วนร่วมของผูร้ บั ข่ำวสำร ช่วยส่งเสริม
ไม่ให้เกิดควำมรู้สึกขัดแย้งกับเนื้ อหำที่นำเสนอ
 Content (เนื้ อหำสำระ) ต้องมีควำมหมำยกับผูร้ บั สำร และสอดคล้องกับ
ค่ำนิยมของบุคคล และเกี่ยวข้องกับสถำนกำรณ์ของผูร้ บั ข่ำวสำร และส่ง
ผลประโยชน์ ต่อผูร้ บั สำร
 Clarity (ควำมชัดเจน) ต้องทำให้เข้ำใจง่ำย ใช้ถ้อยคำสื่อได้ตรง ไม่กำกวม
ทฤษฎีการสื่อสาร (ต่ อ)
 Continuity and Consistency (ควำมต่อเนื่ องและควำมแน่ นอน)
มีกำรสื่อสำรอย่ำงต่อเนื่ องเพื่อเป็ นกำรเน้ นยำ้ ให้ซึมซำบตำมจุดหมำย และต้อง
รักษำควำมแน่ นอนเที่ยงตรงของเนื้ อหำ
 Chanel (ช่องทำงกำรสื่อสำร) ต้องดูควำมนิยมของผูร้ บั ช่องทำงที่เปิดรับ
กำรใช้ช่องทำงต่ำงกัน จะให้ผลในกำรสื่อสำรที่ต่ำงกัน รวมทัง้ ระดับกำร
แพร่กระจำย
 Capability of Audience (ควำมสำมำรถในกำรรับสำรของผูร้ บั ) ต้อง
ดูปัจจัยควำมสำมำรถ อุปนิสยั ระดับกำรศึกษำ ควำมสดวกในกำรรับสื่อ
ทฤษฎีการสื่อสาร (ต่ อ)
 สำหรับสังคมไทย ขอปรับจำก 7c’s of Communication เป็ น
7 c’s UP of Communication ส่วนที่เกินมำคือ
S = Sensitivity (ควำมอ่อนไหว ควำมละเอียดอ่อนของข่ำว)
ส่วน UP คือ
U = Unity (ควำมเป็ นอันหนึ่ งอันเดียวกันของกำรให้ข่ำวสำร)
P = Positive (กำรให้ข่ำวสำรควรเป็ นเรือ่ งบวก)
ประสบการณ์ การปฏิบัติงาน
 เรื่ องดีไม่ เป็ นข่ าว (good news is not news, bad news is




news) “ข่ าวร้ ายลงฟรี ข่ าวดีเสียเงิน”
Hidden Agenda ของผู้ส่ ือข่ าว (การตัง้ ธง)
พูดเท่ าที่จาเป็ น
หลีกเลี่ยงเรื่องที่มีความอ่ อนไหว
ไม่ มีคาว่ า “off the record”
ข้ อควรระวัง
 การหลุดประเด็นที่เป็ นความลับของทางราชการ
 การพูดประเด็นที่จะกระทบประเทศเพื่อนบ้ าน
 การถูกตัดต่ อการให้ สัมภาษณ์
 การฟ้องร้ อง
 การพูดที่ขัดกันเองกับที่เคยพูด
 ประเด็นที่เกี่ยวกับสถาบันฯ / ศาสนา / ผิว
ข้ อควรระวัง (ต่ อ)
 กำรถูกลอบอัดเทป
 กำรแอบฟังและนำไปรำยงำน / เสนอข่ำว
 ถังขยะอำจเป็ นแหล่งข่ำว
 ระวัง ปำปำลอสซี่
สื่อมวลชน
หมายรวมถึง สานั กข่ าวต่ างประเทศต่ างๆ ทัง้ ในรู ปโทรทัศน์ วิทยุ
หนังสือพิมพ์ Electronic news สมาคมผู้ส่ ือข่ าวต่ างๆ สื่อมวลชน
อิ ส ระ รวมหมายถึ ง บุ ค คลที่ ท าหน้ าที่ ใ นการวิ เ คราะห์ วิ จ า รณ์
เหตุการณ์ ต่างๆ ทัง้ ที่ยึดเป็ นอาชีพและสมัครเล่ น เช่ น สานั กข่ าว
BBC, CNN, CCTV, NHK, Al Jazeera
ข้ อพึงระวังในการให้ สัมภาษณ์
การให้ สัมภาษณ์ – ดาบ 2 คม
ประเด็นที่ต้องทราบก่ อนให้ สัมภาษณ์
(ตามแนวทางของ BBC)
1) ต้ องทราบหัวข้ อ / ประเด็นสัมภาษณ์ อย่ างชัดเจน ?
2) นาไปออกรายการอะไร ?
3) ผู้สัมภาษณ์ คือใคร ?
4) ออกรายการสดหรื ออัดเทป ?
5) ความยาวในการออกอากาศ ?
6) ออกอากาศร่ วมกับรายการอื่นๆ หรื อไม่ ?
7) อะไรคือประเด็นที่จะสื่อสาร ?
8) จดประเด็นสาคัญที่จะพูดไว้
9) เตรี ยมข้ อมูล ตัวเลขที่เกี่ยวข้ องให้ พร้ อม
10) ซ้ อมก่ อนให้ สัมภาษณ์
ลักษณะของสานักข่ าว
 BBC เจาะลึก รุ กไล่ ก้ าวร้ าวกว่ า
 CNN กว้ างๆ ไม่ ค่อยเจาะลึก
 NHK ไม่ ค่อยโจมตีใคร รายงานตามเหตุตามผล
 CCTV คล้ ายๆ ญี่ปุ่น ไม่ เจาะลึก ยกเว้ น ด้ านสังคม วัฒนธรรม
 Al Jazeera ลักษณะคล้ าย CNN แต่ มีการเจาะลึกบ้ าง
 สื่อเขมร พม่ า มาเลเซีย ตามแนวผู้นา
สื่อมวลชนบรู ไน
 สื่อมวลชนบรูไนจัดว่ำมีเสรีภำพลำดับที่ ๙๒ ของโลก
 มีกฏหมำยที่ควบคุมและสำมำรถปิดสื่อสิ่งพิมพ์ได้โดยไม่ต้องให้
เหตุผล และรัฐมีอำนำจในกำรตรวจสอบสื่อสิ่งพิมพ์ต่ำงประเทศ
ได้ ทำให้สื่อต้องมีกำรเซ็นเซอร์ตวั เอง
 โดยทัวไปสื
่ ่อมวลชนบรูไนไม่มีอคติต่อไทย
 มีบทบำทน้ อยมำกในเวทีระหว่ำงประเทศและอำเซียน
สื่อมวลชนกัมพูชา
 ปจั จุบนั มีหนังสือพิมพ์มากกว่า ๑๐๐ ฉบับ (กระทรวงข้อมูลกัมพูชาระบุวา่ มี





หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ๖๐๐ หัว ร้อยละ ๖๗ เป็ นภาษาต่างประเทศ จีน อังกฤษ)
ก่อนปี ๑๙๙๐ รัฐควบคุมสือ่ ทัง้ หมด แต่ชว่ ง ๒๐ ปีทผ่ี า่ นมาเริม่ มีเสรีภาพมากขึน้
สือ่ สิง่ พิมพ์รฐั บาลไม่คุมมากนัก ไม่มกี ารเซ็นเซอร์ (เสรีภาพสือ่ ลาดับที่ ๑๔๓ )
นสพ.”เกาะสันติเพียบ” (เกาะสันติภาพ)ได้รบั ความนิยมสูงสุด รองมาคือ “รัศมีกมั พูชา”
Cambodian News
สถานีโทรทัศน์และวิทยุสว่ นใหญ่ตกอยูภ่ ายใต้อทิ ธิพลของกลุม่ ธุรกิจทีใ่ กล้ชดิ กับ
รัฐบาล
แม้กฏหมายคุม้ ครองเสรีภาพของสือ่ แต่สอ่ื ต่างๆ เซ็นเซอร์ตวั เองเนื่องจากไม่ตอ้ งการ
ขัดแย้งกับรัฐบาล
สื่อมวลชนอินโดนีเซีย
 เสรีภาพของสือ่ มวลชนอินโดนีเซียค่อนข้างดี แต่ยงั มีกลุม่ ผูม้ อี านาจในกองทัพและ




กลุม่ ทุนธุรกิจพยายามเข้ามามีอานาจในการควบคุมอยูบ่ า้ ง
ตัง้ แต่ ปี ๑๙๙๙ สือ่ มวลชนอินโดเริม่ มีเสรีภาพมากขึน้ โดยมีกฏหมายประกันเสรีภาพ
สือ่ มวลชนผลักดันโดยองค์กร Alliance of Indonesia Journalists
แต่ยงั มีกฏหมายกาหนดกลไกการควบคุมและให้อานาจทหารจัดการความขัดแย้งใน
การประท้วงเพือ่ กาจัดเสรีภาพสือ่ มวลชน โดยผูส้ อ่ื ข่าวอาจติดคุกถึง ๑๐ ปี หาก
รายงานข่าวเกีย่ วกับการคอร์รปั ชันหรื
่ อเปิดโปงข้อมูลความลับของกองทัพหรือรัฐบาล
ปจั จุบนั อินโดนีเซียมีสอ่ื สิง่ พิมพ์มากกว่า ๕๐๐ ฉบับ ทีส่ าคัญได้แก่ นสพ.
Kompas, Java Pos ,Radar และมีสถานีวทิ ยุกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง
สถานีโทรทัศน์หลายสิบแห่ง เช่น TV 5, Metro TV, Trans TV, RC TV
นสพ.Aceh Feature
สื่อมวลชนของ สปป.ลาว
 ระบบกำรปกครองโดยพรรคเดียวทำให้สื่อมวลชนลำวถูกจำกัดเสรีภำพโดย




ปริยำย
กำรทำงำนของสื่อถูกจำกัดด้วย กม.อำญำ ม.๕๑, ม ๕๒ ว่ำด้วยกำรทรยศต่อ
ชำติ กำรเป็ นกบฏ กำรมีพฤติกรรมเป็ นสำยลับ ทำให้หมิ่นเหม่ต่อกำรรำยงำน
ของสื่อในกำรเผยแพร่ควำมคิดเห็นต่อสำธำรณะ
รัฐมีอำนำจในกำรเซ็นเซอร์สื่อต่ำงประเทศ และมีอำนำจควบคุมสื่อในประเทศ
และIT
นสพ เวียงจันไทม์ / นสพ ประชำชน (ของพรรคปฏิวตั ิ ลำว)
สถำนี โทรทัศน์ ลำว / โทรภำพแห่งชำติ/ ทีวี ป้ องกันควำมสงบ (สนง.ตำรวจ
แห่งชำติ) สถำนี วิทยุ CRI ฯลฯ
สื่อมวลชนมาเลเซีย
 หนังสือพิมพ์หลักๆ มีประมำณ 12 ฉบับ เช่น Beritan Harian (Malay),
myMetro (Malay), Utusan (Malay) , Business Times (Eng.),
Daily Express (Eng.), The Malay Mail(Eng.), The New
Strait Times (Eng.), The Star(Eng.), The Sun(Eng.), Kwong
Wah (Chinese), Guang Ming Daily(English), Nanyang.com
(Chinese)
 รัฐบำลคุมเข้ม บ่อยครัง้ ทีร่ ฐั บาลออกมาข่มขูส่ อ่ื มวลชนทัง้ ด้วยกฏหมายและกฏหมู่
 นสพ.Utusan Malaysia ขำยดีที่สดุ (พรรคอัมโน เป็ นเจ้ำของ)
 นสพ.ภำษำอังกฤษ ได้รบั ควำมนิยมสูง
 นอกจำกนัน้ ยังมีหนังสือพิมพ์ฉบับภำษำทมิฬ / ภำษำอินเดีย
สื่อมวลชนมาเลเซีย (ต่ อ)
 ทัศนะคติต่อไทย มักไปตำมกระแส มองไทยเป็ นคู่แข่ง กำรรำยงำนข่ำว




เกี่ยวกับ ๓ จังหวัด ชดต.มักแสดงควำมเห็นใจฝ่ ำยผูก้ ่อกำร
กำรรำยงำนข่ำวเกี่ยวกับไทยที่เป็ นบวก เช่น ข่ำวสถำบัน ฯ สถำนที่เทีย่ ว
วัฒนธรรม
กำรรำยงำนข่ำวที่เป็ นลบ กรณี กรือเซะ ตำกใบ และเวลำที่ไทยมีปัญหำภำยใน
เช่น ควำมวุ่นวำยทำงกำรเมือง กำรประท้วง ปัญหำทำงเศรษฐกิจ กำรลงทุน
ท่องเที่ยว
โดยทัวไปสื
่
่อมำเลย์เป็ นมืออำชีพ ร่วมมือดีต่อทำงกำรไทย ยินดีรบั เชิญมำไทย
กำรให้สมั ภำษณ์ควรอัดเทปไว้เป็ นหลักฐำน
สื่อมวลชนของเมียงม่ าร์
 ปจั จุบนั พม่ามี นสพ. จานวน ๑๖ ฉบับ หลังจากการผ่อนคลายทางการเมือง รัฐบาล
พม่าได้อนุ ญาตให้ม ี นสพ.เอกชนตีพมิ พ์ได้ ปจั จุบนั มี นสพ.เอกชนประมาณ ๔ ฉบับ
จาก ๑๖ ฉบับทีว่ างจาหน่ายแล้ว เช่น นสพ. Media One เป็ นต้น
 พม่าเป็ นประเทศทีส่ อ่ื มวลชนมีเสรีภาพน้อยทีส่ ดุ ในอาเซียนประเทศหนึ่ง(รองจาก
เวียดนาม สปป.ลาว มาเลย์) แต่ขณะนี้ยกเลิกมาตรการเซ็นเซอร์สอ่ื ก่อนจัดพิมพ์แล้ว
และมีเสรีภาพมากขึน้ สือ่ มีปากมีเสียงร่วมกับรัฐบาลได้มากขึน้
 สือ่ พม่ายังมีอุปสรรค/ความเสีย่ ง ๒ ประการ คือ ไม่สามารถส่งเมล์ขอ้ มูลทีท่ าลาย
ภาพลักษณ์รฐั บาลผูส้ ง่ อาจถูกจาคุก ๓-๗ ปี และ กม.ควบคุมการนาเข้าส่งออกสิง่ ของ
โดยไม่จดทะเบียนมีโทษจาคุก ๓ ปี
 สานักข่าวต่างๆ เช่น สานักข่าวเสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า (DVB)
สื่อมวลชนของฟิ ลิปปิ นส์
 สื่อมวลชนมีเสรีภำพที่สดุ ในอำเซียน แต่บอ่ ยครัง้ ถูกฟ้ องหมิ่นประมำท ถูกข่มขู่
และลอบสังหำรโดยผูม้ ีอิทธิพล กรณี กำรเปิดโปงกำรคอร์รปั ชันของ
่
นักกำรเมือง/ จนท.รัฐ และกำรเปิดโปงอำชญำกรรม
 สื่อฟิลิปปินส์ให้ควำมสำคัญต่อเสรีภำพในกำรแสดงออกซึ่งควำมคิดและ
เสรีภำพในด้ำนข้อมูลมำก
 ที่ผำ่ นมำสื่อมวลชนฟิลิปปินส์มิได้แสดงควำมเป็ นอคติต่อไทย
สื่อมวลชนของสิงคโปร์
 มีควำมพยำยำมผลักดันให้สื่อมวลชนสิงคโปร์เป็ นศูนย์กลำงสื่อมวลชนในอำเซียน
 สื่อภำยในสิงคโปร์ถกู ควบคุมโดยรัฐบำลโดยผ่ำนผูถ้ ือหุ้นทำงธุรกิจกำรลงทุนในสื่อ
 สื่อสิ่งพิมพ์ถกู ควบคุมโดย สิงคโปร์ เพรส โฮลดิ้ง มีหนังสือพิมพ์ ๑๖ ฉบับตีพิมพ์เป็ น
หลำยภำษำ เช่น Business Times, The Strait Times,
The Newspaper และนิตยสำร เช่น 88 Days, FHM Singapore
เป็ นต้น
 บ่อยครัง้ ที่สื่อสิงคโปร์แพร่ข่ำวในทำงลบเกี่ยวกับประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อ
ชื่อเสียง และควำมน่ ำเชื่อถือของไทย
สื่อมวลชนเวียดนาม
 เวียดนามถูกจัดอันดับเป็ นประเทศทีส่ อ่ื มวลชนมีเสรีภาพอันดับที่ ๑๗๒ จาก ๑๗๙




ประเทศ
สือ่ มวลชนเวียดนามอยูภ่ ายใต้การควบคุมของรัฐบาล สิทธิเสรีภาพอยูภ่ ายใต้คาพูดว่า
“ วิจารญ์ได้แต่หา้ มทาลายพรรครัฐบาล”
ขณะนี้มกี ฏหมายควบคุมสือ่ ห้ามการถ่ายทอดรายการจากต่างประเทศ
ในประเทศเวียดนามมีหนังสือพิมพ์ เกือบ ๒๐๐ ฉบับ นิตยสารกว่า ๕๐๐ ฉบับ ทีวแี ละ
วิทยุกว่า ๖๐ สถานี มี website กว่า ๖๐ website
เวียดนามมีผแู้ ทนสานักข่าวในกรุงเทพ ๔ สานัก เช่น สานักข่าวและสถานีวทิ ยุ
แห่งชาติ และหนังสือพิมพ์สองฉบับ
สานักข่ าวของอาเซียน
 สมำคมเครือข่ำยสื่อมวลชนในเอเซียตะวันออกเฉี ยงใต้
(SEAPA)
 ASEAN NEWS NETWORK
ประเภทและลักษณะของสื่อมวลชน
 ประเภทรำยงำนเฉพำะข่ำวที่เกิดขึน
้ ไม่ใส่ควำมเห็นส่วนตัว / เป็ นกลำง
 ประเภทรำยงำนข่ำวและให้ควำมเห็นประกอบเป็ นกำรทัวๆ
่ ไป
 ประเภทรำยงำนข่ำวและให้ควำมเห็นที่เอนเอียง
 ประเภทสนใจทำรำยงำนข่ำวแบบเจำะลึก
 ประเภททำรำยงำนข่ำวแบบฉำบฉวย
 ประเภทติดตำมประเด็นไม่ลดละ
 ประเภทศึกษำประเด็นก่อนทำข่ำวเป็ นอย่ำงดี
 ประเภทเกำะข่ำวสัมภำษณ์ /ไม่ทำกำรบ้ำน
 ประเภทชอบใช้จิตสำนึ ก/ควำมรู้สึกส่วนตัววิเครำะห์ข่ำว ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง
ข้ อพิจารณาก่ อนให้ สัมภาษณ์
 พิจำรณำว่ำจำเป็ นหรือไม่ที่จะให้สมั ภำษณ์
 เรำมีสิทธิให้สมั ภำษณ์หรือไม่
 เรำมีควำมรู้ ข้อมูล ประสบกำรณ์เพียงพอที่จะให้สมั ภำษณ์
หรือไม่
 พิจำรณำผลเชิงบวก เชิงลบ ที่อำจเกิดขึน
้
 พิจำรณำจุดยืนของสำนักข่ำว หรือผูส้ มั ภำษณ์ นัน้ ๆ
การให้ สัมภาษณ์
1) ครั ง้ แรกๆ จะประหม่ ามาก
2) สภาพแวดล้ อมในห้ องส่ งจะก่ อให้ เกิดความประหม่ า
3) ทาใจให้ ผ่อนคลาย คิดว่ าหากไม่ มีเรา การสัมภาษณ์ กไ็ ม่ เกิด
4) ให้ คิดว่ าผู้สัมภาษณ์ ไม่ มีความรู้ เฉพาะด้ านเท่ าเรา เขาจึงต้ องเชิญเรา
5) ทาใจให้ สนุกกับการสัมภาษณ์
6) หากไม่ แน่ ใจ ขออัดเทปก่ อน
7) ไม่ เข้ าใจคาถาม ให้ ถามซา้ อย่ าคาดเดา
8) หากไม่ ม่ ันใจในภาษาที่เราไม่ ถนัด ควรใช้ ล่าม
การให้ สัมภาษณ์ (ต่ อ)
1) การนั่ง การมอง การฟั ง
 นั่งท่ าสบาย ผ่ อนคลาย
 มองหน้ าผู้สัมภาษณ์ ให้ ตอบไปที่ผ้ ูสัมภาษณ์
 อย่ าใช้ มือประกอบมากเกินไป
 อย่ าหลบตาหรื อก้ มหน้ าพูด
 อย่ ายิม้ เมื่อพูดถึงประเด็นที่จริงจัง
2) การพูด
 พูดด้ วยจังหวะที่เหมาะสม
 ใช้ ประโยคง่ ายๆ สัน้ ๆ
 หลีกเลี่ยงการให้ ข้อมูลที่ละเอียดเกินไป
 ตอบคาถามแล้ วหยุดเพียงแค่ นัน้
การให้ สัมภาษณ์ (ต่ อ)
3) การตอบคาถาม
 ฟั งคาถามด้ วยความตัง้ ใจ
 ไม่ แน่ ใจ ถาม / คิดก่ อนพูด
 ตอบประเด็นคาถามสัน้ ๆ ก่ อน และค่ อยขยายความ
 อย่ าเลี่ยงในการตอบคาถาม / ให้ ตอบเพียงบางส่ วน
 กล้ าที่จะท้ าทายคาถาม หากเป็ นคาถามที่มีข้อสมมุตฐิ านที่ผิด
 สังเกตคาถามสุดท้ าย (เป็ นโอกาสที่เราจะเน้ นยา้ ประเด็นที่เรา
ต้ องการพูด แต่ ต้องพูดให้ ตรงกับสิ่งที่เราพูดไว้ ก่อนหน้ า)
ข้ อควรระวังเพิ่มเติม
 หลีกเลี่ยงประเด็นอ่ อนไหว (ด้ านศาสนา ผิว เชือ้ ชาติ) หรื อ




ประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะด้ านสังคม และประเด็นขัดแย้ ง
ให้ สันนิษฐานว่ าเมื่อเราพูด โลกได้ ยนิ หมด แม้ จะเป็ นภาษาไทย
ผู้สัมภาษณ์ อาจมีประเด็นซ่ อนเร้ น หลอกล่ อให้ เราตอบตามธง
ของเขา / การพยักหน้ ารับฟั งอาจถูกนาไปใช้ ในทางผิด
ระวังคาที่อาจจะอ่ อนไหว / มีผลกระทบ /คาที่แสลงสาหรั บผู้ฟัง
ระวังคาที่อาจจะหลุดปาก / ระวังอารมณ์ / อคติ / พูดไม่ มีข้อมูล
ทัศนคติของต่ างชาติต่อประเทศไทย
 จีน
 อังกฤษ
 ญี่ปุ่น
 ฝรั่ งเศส
 ASEAN
 อาหรั บ
 สหรั ฐฯ
 ประเทศอื่นๆ
บทสรุ ป
1) การให้ สัมภาษณ์ ต้องคานึงถึงผลประโยชน์ แห่ งชาติก่อนเสมอ
2) ต้ องทาความเข้ าใจในประเด็นนัน้ ๆ และพิจารณากระแสโลก
3) ต้ อ งท าความเข้ า ใจในบทบาทและความส าคั ญ ของประชาคมโลก
ที่จะมีอิทธิพลต่ อประเทศไทย
4) ต้ องเข้ าใจในแนวคิด และประเด็นหลักที่สาคัญๆ ก่ อนดาเนินการ
5) หากกระแสโลกกับผลประโยชน์ แห่ งชาติสวนทางกัน ต้ องหาวิธีการ
ดาเนินการให้ แนบเนียนและอธิบายได้
6) การให้ สัมภาษณ์ มีทงั ้ ข้ อดีและข้ อเสีย ให้ ใช้ หลัก 10 ประการก่ อนเสมอ
ประชาคมโลก/ประชาคมระหว่ างประเทศ
ความหมาย :
มี ค วามหมายรวมถึ ง กลุ่ มประเทศที่ มี ก ารรวมตั ว กั น โดยยึ ด หลั ก เขต
ทางภู มิ ศ าสตร์ ผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิ จ การเมื อ ง สั ง คม ความมั่ นคง
อุ ด มคติ ศาสนา เชื ้อ ชาติ เ ผ่ าพั น ธุ์ ลั ท ธิ ค วามเชื่ อ ซึ่ งหมายรวมถึ ง
นานาประเทศทั่วโลก รั ฐบาลต่ างประเทศ องค์ การระหว่ างประเทศ ทัง้ ที่ เป็ น
รั ฐและมิใช่ รัฐ สื่อมวลชน NGOs และสถาบันต่ างๆ
ตัวอย่ างประชาคมโลก
 องค์ การสหประชาชาติ (United Nations)
 ทบวงการชานัญพิเศษ (Specialized Agency)
 องค์ การระหว่ างประเทศ (International Organization)
 องค์ กรที่ไม่ ใช่ รัฐบาล (Non - Governmental Organization-NGOs)
 กลุ่มผลประโยชน์ / กลุ่มเฉพาะกิจต่ างๆ
ปั จจัยประกอบการกาหนดนโยบายภาครั ฐ
(ด้ านการต่ างประเทศ)
 ยึดผลประโยชน์ แห่ งชาติ (National Interest - NI)
 กระแสโลก / ความถูกต้ อง
 หน้ าตาชื่อเสียงของประเทศ
 คานึงถึงผลกระทบระยะยาว
ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาคมโลก
สิ่งแวดล้ อม /climate change
สิทธิมนุษยชน (Human Right)/มนุษยธรรม (Humanitarian)
การก่ อการร้ ายระหว่ างประเทศ
อาชญากรรมข้ ามชาติ
ยาเสพติด
ผู้ลีภ้ ัย ผู้อพยพ ชนพลัดถิ่น
การค้ ามนุษย์
พลังงาน
ภัยธรรมชาติ
การเมืองระหว่ างประเทศเฉพาะกลุ่ม (การ sanction อิหร่ าน เกาหลีเหนือ
พม่ า ฯลฯ)
 สงคราม การสู้รบ ความขัดแย้ งต่ างๆ










ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประเทศเพื่อนบ้ าน
 ปั ญหาเขตแดน
 การค้ าพรมแดน
 ยาเสพติด
 การค้ ามนุษย์
 อาชญากรรมข้ ามชาติ
 ผู้อพยพ ผู้ลีภ้ ยั ชนพลัดถิ่น
 การเมืองภายในของไทย
ระบบสหประชาชาติ (UN System)
 คือองค์ กรหลักจานวน 6 องค์ กร (ปั จจุบันเหลือ 5 องค์ กรจากการยุติ
การปฏิบัตงิ านของคณะมนตรี ภาวะทรั สตรี แห่ งสหประชาชาติในปี คศ.1994)
 UN มีการทางานอย่ างเป็ นเครื อข่ ายในรู ปแบบองค์ กรระหว่ างประเทศ
สนธิสัญญาและอนุสัญญาต่ างๆ UN มี 5 องค์ กรหลัก คือ
1) สมัชชาใหญ่ แห่ งสหประชาชาติ (UN General Assembly)
2) คณะมนตรี ความมั่นคงแห่ งสหประชาชาติ (UNSC)
3) คณะมนตรี เศรษฐกิจและสังคมแห่ งสหประชาชาติ (ECOSOC)
4) สานักงานเลขาธิการแห่ งสหประชาชาติ
5) ศาลยุตธิ รรมระหว่ างประเทศ
ธงสหประชาชาติ
สานักงานเลขาธิการสหประชาชาติ
สมัชชาใหญ่ สหประชาชาติ
คณะมนตรีความมั่นคง
Peace Keeping Force
ศาลโลก
ทบวงการชานัญพิเศษสหประชาชาติ
(UN Specialized Agencies)
คือ องค์ ก รอิส ระที่ป ฏิบัติง านเฉพาะสาขา ผู ก พัน กั บ UN
ภายใต้ ข้ อ ตกลงพิเ ศษ /
ประกอบด้ วยสมาชิกทัง้ ที่เป็ นและไม่ เป็ นของ UN / มีคณะมนตรี เศรษฐกิจและสัง คมแห่ ง
สหประชาชาติ และสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติเป็ นองค์ กรประสานงาน / การดาเนินงาน
ของทบวงการช านั ญ พิ เ ศษใน ปทท.อยู่ ภายใต้ พรบ.คุ้ มครองการด าเนิ น งานของ
สหประชาชาติและทบวงการชานั ญพิเศษใน ปทท.พ.ศ. 2504 / ปั จจุบันมีทัง้ หมด 15
องค์ การ
1) กองทุนการเงินระหว่ างประเทศ
2) กองทุนการเงินระหว่ างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม
3) ธนาคารระหว่ างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ
4) บรรษัทการเงินระหว่ างประเทศ
5) สหภาพโทรคมนาคมระหว่ างประเทศ
ทบวงการชานัญพิเศษสหประชาชาติ
(UN Specialized Agencies) (ต่ อ)
6) สหภาพสากลไปรษณีย์
7) องค์ การการบินพลเรื อนระหว่ างประเทศ
8) องค์ การที่ปรึกษาทางทะเลระหว่ างรั ฐบาล
9) UNESCO
10) ILO
11) WHO
12) FAO
13) องค์ การอุตุนิยมวิทยาโลก
14) องค์ การทรั พย์ สินทางปั ญญาแห่ งโลก
15) องค์ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่ งสหประชาชาติ(UNIDO)
องค์ การระหว่ างประเทศ
เป็ นองค์ การหรื อสถาบันระหว่ างประเทศที่เป็ นทางการ เกิดขึน้ โดยความตกลง
ระหว่ างรั ฐหรื อมิใช่ รัฐ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และผลประโยชน์ ร่วมกัน จัดตัง้
โดยสนธิสัญญาหรื อความตกลงระหว่ าง 2 รั ฐขึน้ ไป มีวัตถุประสงค์ และหน้ าที่
1) จัดประชุมหารื อระหว่ างรั ฐ
2) วางกฎเกณฑ์ ความสัมพันธ์ ระหว่ างรั ฐ
3) จัดสรรทรั พยากร
4) เสนอวิธีป้องกันร่ วมกัน
5) เสนอวิธีรักษาสันติภาพ
6) ส่ งเสริมความสัมพันธ์ เฉพาะด้ าน
ตัวอย่ างองค์ การระหว่ างประเทศ









ASEAN
EU
NATO
Common Wealth
Interpol
GMS
WTO
OPEC
BIMSTEC
กรณีตัวอย่ าง บทบาทประชาคมโลกต่ อการ
กาหนดนโยบายของไทย
1) กรณีส่งกองกาลังรั กษาสันติภาพไปยังเมืองดาร์ ฟู ประเทศซูดาน
2) กรณีประสาทเขาพระวิหาร
3) กรณีอนุสัญญาว่ าด้ วยระเบิดพวง
องค์ ประกอบ/ข้ อพิจารณาในการกาหนดนโยบายภาครั ฐ
ต่ อประเทศต่ างๆ
1) คานึงถึงผลประโยชน์ แห่ งชาติเป็ นหลัก
2) ดูมติ ดิ ้ านความสัมพันธ์ ระหว่ างกลุ่มประเทศ (Chemistry) และความขัดแย้ งในภูมภิ าค
3) ดูระบบการปกครอง ทัศนะคติ อุดมการณ์ ทางการเมือง
4) มิตดิ ้ านวัฒนธรรม ศาสนา เผ่ าพันธุ์
5) พิจารณากระแสประชาคมโลก
6) พิจารณาประเด็นผลประโยชน์ ขัดกัน
7) อุดมการณ์ ทางการเมืองของแต่ ละประเทศ อุดมการณ์ ผ้ ูนา
8) ความทะเยอทะยานของประเทศ เช่ น การนิยมลัทธิครองความเป็ นเจ้ า
9) จิตวิทยาการเมือง
10) ประเด็นด้ านความมั่นคง ความหวาดกลัว
ลักษณะประจาชาติของประเทศต่ างๆ
จีน : ต้ องยกย่ อง ให้ เกียรติ์ รักษาคาพูด รักษาหน้ าตาเป็ นสาคัญ ไม่ ยอมให้ ใครมากดดัน อย่ าแตะ
เรื่องไต้ หวัน ทิเบต
ญี่ปุ่น : สุภาพ นุ่มนวล เป็ นมิตร ให้ เกียรติ์ พูดกันตรงๆ ตรงไปตรงมา ตรงเวลา รักษาคาพูด ทางาน
จริงจัง ทุ่มเทต่ องาน อย่ าถามเรื่องส่ วนตัว คู่สมรสฝ่ ายหญิงไม่ ออกงาน
อังกฤษ : พูดจาดี นุ่มนวล ชอบสอน ชอบให้ คาแนะนา เคร่ งครัดในกฎระเบียบ ไม่ ค่อยเหยียดผิว
แต่ พจิ ารณาชนชัน้ เป็ นหลัก ชอบพูดเชิงประชด
ฝรั่งเศส : ภูมใิ จในความเป็ นชนชาติ คิดว่ าตนเป็ นศูนย์ กลาง เป็ นแบบอย่ าง นิยมสังคมนิยม
อเมริกัน : เป็ นคนคบง่ าย กันเอง ไม่ ค่อยมีพธิ ีรีตอง เปิ ดกว้ าง รับฟั ง เน้ นความเสมอภาพ
ประชาธิปไตย ให้ ความสาคัญต่ อความปลอดภัย
อาหรับ : เคร่ งครัดในด้ านประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ให้ ความสาคัญในเรื่องเผ่ าพันธุ์ เป็ นมิตรที่ดี
หากคนเป็ นเพื่อน มีความเป็ นคนเอเชียค่ อนข้ างสูง ด้ านความรับผิดชอบต้ องดูเป็ นรายคน
หากโกธรแค้ น จะฝั งใจไปตลอด

similar documents