Presentationnew30ตค 90_225_mh6

Report
ึ ษา
การค ัดกรองและการจ ัดการศก
สาหร ับผูเ้ รียน
ทีม
่ ค
ี วามจาเป็นต้องการพิเศษ
นางปัญญดา กันจินะ
ศูนย์การศึกษาพิเศษ
เขตการศึกษา 8
ึ ษาสาหรับผู ้เรียน
การจัดการศก
ทีม
่ ค
ี วามจาเป็ นต ้องการพิเศษ
ให ้ประสบผลสาเร็จ
ื่ ว่าเด็กมี
คนรอบข้างควรมีความเชอ
ื่ ว่า
ความสามารถไร้ขอบเขตและทาให้เด็กเชอ
ตนเองมีความสามารถอย่างไร้ขอบเขต
เหมือนก ัน
คำถำม
• จะทำอย่ ำงไรให้ เด็กรักกำรเรียน
• ถ้ ำเด็กถูกละทิง้ ละเลยจำกบ้ ำน จะจัด
กำรศึกษำแตกต่ ำงจำกเด็กปกติหรือไม่
องค์ ประกอบของกำรเรี ยนรู้
1.
2.
3.
สติปัญญำ
ควำมเข้ ำใจภำษำ
ควำมสำมำรถ ในกำรรับรู้ส่ ิงต่ ำงๆรอบตัว
- สมำธิจดจ่ อ
- รับรู้ทำงสำยตำ กำรเห็น กำรได้ ยนิ
- กำรทำงำน กำรควบคุมกล้ ำมเนือ้ มือ กำรเคลื่อนไหว
- รับรู้ผ่ำนประสำทสัมผัสต่ ำงๆ
4. อำรมณ์ (ควำมสนุก รักในกำรเรียนรู้ ) และสังคม
Successful
เป็ นแบบอย่ ำง
แบ่ งงำนให้ เหมำะสม
ทำทีละขัน้ ตอน
ฝึ กสม่ำเสมอ
ยกย่ อง ชมเชย
บรรยำกำศกำรฝึ กดี
สัมพันธภำพดี
คุณสมบัตขิ องเด็กที่ได้จากการเลี้ยงดู
• ร่าเริง แจ่มใส
• มองโลกในแง่ดี
• รักตนเองและผูอ้ ื่น
• ปรับอารมณ์ได้
• มีอารมณ์ขนั
•
•
•
•
•
•
อดทน มุมานะ พยายาม
เป็ นตัวของตัวเอง
มีวินยั
แข่งขันกับตัวเอง
คิดริเริ่ม
รับผิดชอบ
The Beatles : ฮัมบูร์ก เยอรมันนี 1960-2
• 1957
• 1959
• 1960
เริ่มตัง้ วงระดับมัธยม
เล่ นใน pub 1 ชม/คืน
(3½ ปี ) รับงำนที่ ฮัมบูร์ก 1960-2 ถูกบีบให้ เล่ น 8 ชม/คืน
ครัง้ แรก 106 ครัง้ // ครัง้ ที่2 92 ครัง้ // ครัง้ ที่3 48 ครัง้
รวมเวลำแสดง 270 คืน
( อดทน คล่ อง มีลูกเล่ น ร้ องเพลงสำระพัดรูปแบบ ปรับรูปแบบ
แก้ ปัญหำ ฯลฯ)
• 1964
ข้ ำมมำ USA --- ประสบควำมสำเร็จ
ควำมสำเร็จในกำรเรียนรู้ ของคน...ขึน้ กับ
• โอกำสที่ได้ เรียนรู้ ( Bill gate )
• ควำมสนุกกับกำรเรียนรู้ (passion)
• ควำมสำมำรถที่มำจำกกำรฝึ กฝนอย่ ำงหนัก
• IQ
กลุ่มเสี่ยง
โรคสมาธิส้นั
LD
งุ่มง่าม
ปั ญหาการพูด
การสื่อสาร
กลุ่มเสี่ยงต่ อปั ญหำกำรเรียน
กลุม่ เสี่ยงต่อปั ญหาการเรียน
• การเลี้ยงที่เบี่ยงเบน (แบบประคบประหงม ช่วย
ตัวเองได้นอ้ ย ตามใจมาก ไม่รกั ไม่มีเวลา ไม่
สนใจเด็ก)
• พัฒนาการช้า (พูด ทา ใช้มือไม่คล่อง ทางานช้า
เคลื่อนไหวไม่คล่อง ไม่ได้ออกกาลังกาย ทักษะ
การใช้มือ แขน ขา ตา ทางานไม่สมั พันธ์)
กลุม่ เสี่ยงต่อปั ญหาการเรียน
• ปั ญหาชีวภาพ เช่น พัฒนาการช้าทุกด้าน....เรียนรู ้
ช้า // ซนมาก พูดมาก จนพัฒนาและเรียนรูย้ าก
// จาตัวเลขหรือตัวอักษรยาก
• เด็กผูช้ าย
• ครอบครัวโรคสมาธิส้นั LD
ซนมากจน
เรียนรู ้ได ้น ้อย
ั้ )
(โรคสมาธิสน
2.4-8%
ช่วยตัวเอง
น้อย เอาแต่ใจ
มีปัญหา
การพูด
การฟั ง
ื
จาตัวหนังสอ
ลาบาก
6-9.95 %
กลุ่มเสี่ยงต่อปั ญหาการเรียน
พั
ฒ
นาการช้
า
ชาย > หญิง
งุ่มง่าม
เคลื่อนไหวช้า
ทุกด้าน
บกพร่องทาง
สติปัญญา
Learning Strategy in Our
Country :
อัดเนือ้ หำไปมำกๆตัง้ แต่ เล็ก
สุดท้ ำยก็เบื่อเรี ยน
สถิตจิ ำนวนชั่วโมงเรียนในโรงเรียนต่ อปี
ของเด็กอำยุ 11 ปี
"เรี ยนหนักที่สุดในโลก" หนักกว่ ำจีนกับญี่ปุ่น ยังไม่ นับที่ ไปเรี ยนพิเศษกวดวิชำ
พ่ อแม่ ต้องกำร
ที่ปรึกษำด้ ำน
กำรเลีย้ งลูก
รร.สอนพิเศษเพิ่มขึน้
พ.ศ.2554 มีนักเรี ยน
สมัครสอบเข้ ำ U
113,090 คน
/ 949000 คน
คิดเป็ นร้ อยละ 12.8
สำเหตุของปั ญหำกำรเรียนในเด็ก
: Extrinsic factors
• ปั ญหำภำยในครอบครัว
– Family dysfunction (ควำมผิดปกติของครอบครัว)
– Reverse role
(บทบำทที่ตรงกันข้ ำม)
– Child rearing problems***** (ปั ญหำกำรเลีย้ งดูเด็ก)
– Financial problem (ปั ญหำทำงกำรเงิน)
• ระบบของโรงเรียน
– ครู /คุณภำพของกำรสอน ควำมสัมพันธ์ ระหว่ ำงครู กับเด็ก
– เพื่อน
สำเหตุของปั ญหำกำรเรี ยนในเด็ก
: Intrinsics Factors
•
•
•
•
•
Biological
–
–
–
–
Mental retardation (MR)
Learning disability (LD)
Attention deficit hyperactivity disorder (ADHD)
Perceptual defect (blindness, deafness)
–
Motor Skills disorder
Passive learner //lack of motivation อยู่เฉยๆขาดแรงจูงใจ
Emotional disturbance
ความวุน่ วายทางอารมณ์
Chronic illness
เจ็บป่ วยเรื อ้ รัง
Gifted child เหลี ้ยม
ขัน้ ตอนในกำรค้ นหำสำเหตุ
1. ซักประวัติ ค้ นหำวิธีกำรเลีย้ ง ตำมใจ ละเลย ละทิง้ เด็กทัง้ ที่
โรงเรี ยน และบ้ ำน
– กำรตัง้ ครรภ์ กำรคลอด
– ควำมเจ็บป่ วยในอดีต
– ประวัตกิ ำรเรี ยนและปั ญหำกำรเรี ยน,พฤติกรรม
– อำรมณ์ พนื ้ ฐำนและควำมมั่นคงทำงอำรมณ์
– กำรเลีย้ งดูและสภำพแวดล้ อมภำยในบ้ ำน
– รำยละเอียดเกี่ยวกับโรงเรี ยน ครู ควำมสัมพันธ์ กับเพื่อน
ขัน้ ตอนในกำรค้ นหำสำเหตุ
2.Questionnaire
– Corner teacher Rating scale
– ใบรำยงำนโรงเรี ยน
– Childhood depressive Inventory [ภำวะซึมเศร้ ำในวัยเด็ก]
3. ตรวจร่ ำงกำยและตรวจทำงระบบประสำท
4.ประเมินพัฒนำกำร Denver II Development screening test ใน
กรณีท่ อี ำยุต่ำว่ ำ 6 ปี
ขัน้ ตอนในกำรค้ นหำสำเหตุ
5.กำรประเมินระดับสติปัญญำ
– Draw-A-Person (DAP)
– Gesell’s test
– Stanford-Binet Intelligence test
– Wechsler Intelligence Scale for children (WISC)
6.กำรทดสอบทักษะด้ ำนกำรเรียน(Achievement test)
ประเมินควำมสำมำรถในด้ ำนกำรอ่ ำน เขียน คำนวณ
สรุปผลการวิเคราะห์ ปัญหาการเรียน
ปัญหาทีต่ วั ปัญหาทีค่ รูและ
เด็ก
ระบบ
รายที่ 1
ปัญหาที่
ผู้ปกครอง
ปัญหา
สภาพแวดล้อม
ปริมาณของปั ญหาที่พบ
โรงเรียน
รพ.
บ้าน
สัดส่วนบุคลากร ต่อเด็ก 10.5 ล้านคน
บุคลากร
จานวน (คน)
ครู
100,000**
แพทย์
28,000
กุมารแพทย์
2,900
กุมารพัฒนาการ
40
จิตแพทย์เด็กและวัยรุน่
120
นักจิตวิทยา
300
วัยเรียน
ครู ประจาชัน้ พบเด็ก
ที่มีปัญหา
งานวิชาการ สร้ างระบบเก็บข้ อมูล
เพื่อการประเมินผลระยะยาว
ทีมสหวิชาชีพ
(นักจิตวิทยา / ครูจติ วิทยา* / ครูพยาบาล / นักกิจกรรม)
ส่งเสริม คัดกรองหากลุ่มเสี่ยง ช่วยเหลือ ส่งต่อ ติดตาม
สมาคม/ชมรมผูป้ กครอง
ชุมชน
ทีมสหวิชาชีพที่โรงพยาบาล
คาถาม
มีข้อมูลด้านใดของเด็กที่จะช่วยให้เข้าใจ
ลักษณะความต้องการพิเศษได้ดีขึน้
มีวิธีการใดที่จะได้ข้อมูลเหล่านัน้ มา
การรู้ จกั ผู้เรียนเพือ่ การพัฒนา
คำถำม
• นักเรี ยนที่มีควำมต้ องกำรพิเศษมีลักษณะสำคัญ
อย่ ำงไร
• นักเรี ยนมีจุดน่ ำสนใจที่ควรได้ รับกำรปรั บปรุ งและ
พัฒนำในเรื่ องอะไรบ้ ำง
• จะออกแบบจัดกำรเรี ยนรู้ อย่ ำงไรให้ สำมำรถพัฒนำ
คุณภำพของนักเรี ยนได้ ในเทอมนี ้
ข้ อมูลของนักเรียนเป็ นรายบุคคล
เรื่อง / ด้ ำนของข้ อมูลที่ต้องกำรเก็บ
• ภูมิหลังทำงครอบครัว
• ผลกำรเรี ยนรู้ตำมหลักสูตร / NT ฯลฯ
• พัฒนำกำรทุกด้ ำน (ร่ ำงกำย อำรมณ์ สังคม จิตใจ สติปัญญำ
ค่ ำนิยม ฯลฯ)
• ควำมสนใจ ควำมถนัด ศักยภำพ และควำมต้ องกำรจำเป็ น
• ปั ญหำ / ข้ อจำกัด
ข้ อมูลด้ านพัฒนาการของผู้เรียน
อารมณ์
สังคม
ร่างกาย
สติปัญญา
ตัวอย่ างข้ อมูลเกีย่ วกับด้ านร่ างกายของผู้เรียน
ประวัติการคลอด
การรักษาสุขนิสยั
ลักษณะ
ประวัติสขุ ภาพ
นิสยั การ
กินฯลฯ
สภาพความแข็งแรง/
น้าหนัก
สมรรถภาพทาง
ส่วนสูง
ความสนใจ ความถนัดด้าน ร่างกาย
การออกกาลังกาย
วิธีการได้ มาซึ่งข้ อมูล
การ
การทาสังคมมิติ
สังเกต
การ
การแสดงความคิดเห็น
ทดสอบ
การสัมภาษณ์
การสอบถาม
ผลงาน
การรายงาน
การช่วยเหลือตนเอง
สภาพความ
เป็ นอยู่
ความเอาใจใส่ด้าน
สุขภาพอนามัย
ฐานะทางเศรษฐกิจ
บุคคลใน
ครอบครัว
การอบรมเลี้ยงดู
การควบคุมอารมณ์
อุปนิสยั
กลุ่มเพื่อน
การอยู่ร่วมกับผูอ้ ื่นในสังคม
การอยู่ร่วมกับผูอ้ ื่น
ผลการเรียน
อุปนิสยั
บุคลากรในโรงเรียน
การช่วยเหลือตนเอง
การแสดงพฤติกรรม
แหล่ งข้ อมูลผู้เรียนเป็ นรายบุคคล
แหล่ งข้ อมูล
• แหล่ งข้ อมูลเอกสำร เช่ น ระเบียน สมุด ปพ.5 ฯลฯ
• แหล่ งข้ อมูลบุคคล เช่ น ครู ประจำชัน้ และครู ท่ เี คยสอน
นักเรี ยนในปี กำรศึกษำที่ผ่ำนมำ ผู้ปกครอง เพื่อนของ
นักเรี ยน ตัวนักเรี ยนเอง ฯลฯ
• แหล่ งข้ อมูลเหตุกำรณ์ เช่ น พฤติกรรมกำรเข้ ำแถว
พฤติกรรมในห้ องเรี ยน พฤติกรรมนอกห้ องเรี ยน ฯลฯ
เทคนิคที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
• ข้อทดสอบ แบบเขียนตอบ
• บันทึกเหตุการณ์ / บันทึกภาคสนาม
• การศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร
• แบบสอบถาม / การสารวจ
• การสัมภาษณ์
• การบันทึกภาพถ่าย / เสียง
• การสังเกต
• สังคมมิติ
คาถาม 5 W และ1 H ก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. Why ทาไมเราจึงรวบรวมข้อมูลนี้ จะบอกอะไรได้บา้ ง
2. What ข้อมูลที่เรารวบรวมมาจริงๆแล้ว คืออะไร
3. Where เราจะเก็บข้อมูลได้จากที่ใดบ้าง และใช้เวลาเก็บนานเท่าใด
4. When เราจะเก็บข้อมูลเมื่อไร และใช้เวลานานเท่าใด
5. Who ใครเป็ นผูเ้ ก็บรวบรวมข้อมูล
HOW จะใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร
และจะเอาข้อมูลมานาเสนออย่างไร ( Miller,2000)
การจัดเก็บข้ อมูลและวิเคราะห์ ข้อมูลผู้เรียน
วิธีกำรจัดเก็บข้ อมูล
•
•
•
•
กำรบันทึก
กำรสังเกต
กำรสัมภำษณ์
แบบสอบถำม ฯลฯ
กำรวิเครำะห์ ข้อมูล
• แจกแจงควำมถี่ หำค่ ำร้ อยละ ค่ ำเฉลี่ย
• บรรยำย/พรรณนำ
ตัวอย่ างแบบบันทึกข้ อมูลนักเรียน
ข้อมูลเกี่ยวกับผูเ้ รียนที่ครูควรเก็บเพื่อการพัฒนาแผนการ
จัดกระบวนการเรียนรู้นักเรียนเป็ นรายบุคคล
ชื่อนักเรี ยน
๑.ดช.........
๒.ดช......
๓.ดญ......
จุดเด่น
จุดด้อย
จุดควรพัฒนา
แนวทางการ
พัฒนา
ต.ย.ข้อมูลผูเ้ รี ยนแต่ละคนที่ครู เก็บเพื่อวิเคราะห์นกั เรี ยนรายบุคคล
1) ด.ช.
2)ด.ญ.
ด้ ำน
อื่นๆ
(I.Q)
การเขียน
การอ่าน
กาวิเคราะห์
การคิด
12345678
พัฒนำกำรด้ ำน
ต่ ำงๆ
( I.Q )
ควำมสำมำรถ
ด้ ำน
ความเก่ง
มำตรฐำนด้ ำน
คุณภำพผู้เรียน
ความดี (E.Q )
ผลกำร
เรี ยนรู้
8 กลุ่ม
สำระ
ความสุข ( S.Q)
ชื่อ – สกุล ชื่อเล่ น ภูมิ
นักเรี ยน
หลัง
ครอบ
ครั ว
กระบวนการหลัก
รับรู้ความต้องการ
กาหนดแนวทางพัฒนา(IEP)
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้(IIP)
จัดกิจกรรมตามที่
กาหนด
สังเกตการเปลี่ยนแปลง
ประเมินและปรับแผน
ระบบการเรียนการสอนตามการสอนทีเ่ น้ นกระบวนการ
ขัน้ เตรียมการ
สำรวจและวิเครำะห์ ควำม
ต้ องกำรของนักเรี ยน
ขัน้ ดาเนินการ
ขัน้ นำเข้ ำสู่บทเรี ยน
กำหนดวัตถุประสงค์
กำรเรี ยนกำรสอน
กำหนดสื่อกำรเรี ยนกำรสอน
ทักษะกระบวนกำร
เน้ นกำรใช้
คำถำม
วิเครำะห์ ลำดับเนือ้ หำ
กำหนดแนวทำงกำรเรี ยน
กำรสอนตำมกำรสอน
ที่เน้ นผู้เรี ยนเป็ นสำคัญ
หรื อกระบวนกำร
ขัน้ ปฏิบัตกิ ิจกรรม
กำรเรี ยนกำรสอน
ขัน้ สรุ ป
ใช้ ลีลำกำรพูด
กำรกระทำเพื่อเร้ ำใจ
มีกำรเสริมแรง
นักเรียน
กำหนดกำรวัดและประเมินผล
เขียนแผนกำรสอน
ขัน้ ประเมินผล
ข้ อมูลย้ อนกลับเพื่อปรับปรุ ง
กำรประเมินผล
กำรเรี ยนกำรสอน
กิจกรรมการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ ม
หมอ
ครู
ผูเ้ รียน
พ่อแม่
การชว่ ยเหลือผู ้เรียนทีม
่ ค
ี วามต ้องการจาเป็ นพิเศษ
หล ักการ
ึ ษาอย่าง
1. ผูเ้ รียนทุกคนต้องได้ร ับการจ ัดการศก
เท่าเทียมตามกฎหมาย
2. ผูเ้ รียนทุกคนสามารถเรียนรูแ
้ ละได้ร ับประโยชน์จาก
ึ ษา
การศก
3. ผูส
้ อนต้องปร ับเปลีย
่ น...ตามความต้องการจาเป็นของ
ผูเ้ รียนมากกว่าให้ผเู ้ รียนปร ับตามสภาพของผูส
้ อน
4. ผูเ้ รียนทุกคนเรียนรูไ้ ด้โดยผ่านหล ักสูตรทีเ่ หมาะสม
การช่วยเหลือผูเรี
่ ค
ี วามตองการจ
าเป็ นพิเศษ
้ ยนทีม
้
ทีม
่ ป
ี ระสิ ทธิภาพ
1.
2.
3.
4.
5.
ครูมอ
ี งค์ความรู ้ ในด้านการวิเคราะห์ผเู ้ รียน
จ ัดกิจกรรมการเรียนรูต
้ ามความแตกต่าง
มีการว ัดและประเมินผลตามสภาพจริง
ั ันธ์ระหว่างบ้านก ับโรงเรียน
ื่ มต่อสายสมพ
เชอ
การเตรียมความพร้อมของผูเ้ รียนพิเศษ
ั
ด้านท ักษะการดาเนินชวี ต
ิ ในสงคม
เตรียมความพร้อมผูเ้ รียนและบุคลากร
ก่อนการเรียนร่วม
ประสานงานก ับหน่วยงานทีเ่ กีย
่ วข้อง
ั
ื่
เพือ
่ พ ัฒนาศกยภาพผู
เ้ รียน และจ ัดหาสอ
สงิ่ อานวยความสะดวก ทีจ
่ าเป็นในแผนการ
ึ ษาเฉพาะบุคคล
จ ัดการศก
่ ยเหลือผูเ้ รียนทีม
ปัจจ ัยทีม
่ อ
ี ท
ิ ธิพลต่อการชว
่ ค
ี วามต้องการจาเป็นพิเศษ
ปัจจ ัยสน ับสนุนความสาเร็จ
ั ันธภาพระหว่างบ้านก ับโรงเรียน
1. สมพ
ึ ษาพิเศษ
2. ความร่วมมือของครูการศก
ึ ษา
ครูทว่ ั ไปและน ักการศก
ึ ษาทีส
3. สร้างแผนการจ ัดการศก
่ อดคล้อง
ก ับผูเ้ รียนและสามารถปฏิบ ัติได้
ื่ สารทงการพู
4. การสอ
ั้
ดและการเขียนของทีมงาน
5. ความสามารถในการวางแผนทีด
่ ข
ี องทีมงาน
6. การฝึ กอบรมและพ ัฒนาตนเองของบุคลากร
Your site here
Company Logo
ทาไมต้ องมีการประเมินและคัดแยกเด็ก
•เพื่อเด็กจะได้ รับบริกำรทำงด้ ำนกำรศึกษำพิเศษ
•เพื่อได้ ข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ ในกำรวำงแผนให้
ควำมช่ วยเหลือเด็กได้ อย่ ำงเหมำะสม
•เพื่อจะได้ พจิ ำรณำตัดสินใจได้ ว่ำเด็กคนใด
สมควรได้ รับกำรศึกษำพิเศษและควำมช่ วยเหลือ
อื่นๆที่สอดคล้ องกับประเภทควำมบกพร่ องของตน
ในการประเมินเด็กไม่ ควรใช้ เพียงแบบทดสอบเพียง
อย่ างเดียว โดยควรใช้ วธิ ีการเก็บรวบรวมข้ อมูลวิธีอนื่ ๆเช่ น
• กำรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในชัน้ เรี ยน
หรือในขณะทำกิจกรรมในสถำนที่อ่ นื ๆ
กำรสัมภำษณ์ บุคคลที่เกี่ยวข้ องกับตัวเด็ก
กำรศึกษำประวัตแิ ละผลกำรเรียนของนักเรียน
เป็ นต้ น
ถ้ าเด็กคนใดสงสั ยว่ าอาจมีปัญหาทางการเรียนรู้
การประเมินอาจเกิดขึน้ ได้ ๒ ลักษณะ
• อำจเริ่มจำกทำงโรงเรี ยนเป็ นผู้ขออนุญำตจำกผู้ปกครองเพื่อทำกำร
ประเมินนักเรี ยนที่ถูกสงสัย
• อำจเริ่มจำกกำรที่ผ้ ูปกครองขอให้ ทำงโรงเรี ยนประเมินบุตรหลำนของ
ตนที่สงสัยว่ ำอำจมีปัญหำทำงกำรเรี ยนรู้
• กำรประเมินไม่ ว่ำกรณีใดๆจะต้ องได้ รับควำมยินยอมจำกผู้ปกครอง
• คณะกรรมกำรประเมินจะประกอบด้ วยบุคคลหลำกหลำยสำขำอำชีพ
ที่เกี่ยวข้ อง(Multidisciplinary team) คือ ครู ผ้ ูสอน ผู้ท่ มี ี
ควำมสำมำรถในกำรวินิจฉัยเด็ก ผู้เชี่ยวชำญด้ ำนปั ญหำกำรเรียนรู้
ผู้บริหำร นักจิตวิทยำ นักสังคมสงเครำะห์ นักกำยภำพบำบัด
นักกิจกรรมบำบัด ฯลฯ
กระทรวงศึกษาธิการได้ กาหนดบุคคลทีม่ ี
ความบกพร่ องทีต่ ้ องการการศึกษาพิเศษ
ไว้ 9 ประเภท
Type of Children with disabilities
• 1. Visual Impairment
• 2. Hearing Impairment
• 3.Mental Retarded [MR] or Downs Syndrome
Intellectual disability
•
•
•
•
4. Physical or Health Impairment
5. Learning Disability
6. Behavior or Emotional Disorder
7. Speech and Language Difficulties
• 8. Autism
• 9. Multiple Disabilities
1
บุคคลทีม่ ีความบกพร่ องทางการเห็น
คนตาบอด
คนเห็นเลือนลาง
2
บุคคลทีม่ ีความบกพร่ อง
ทางการได้ ยนิ
คนหูตงึ
คนหูหนวก
3
บุคคลทีม่ คี วามบกพร่ องทางสติปัญญา
เรียนได้
ฝึ กได้
4
บุคคลทีม่ คี วามบกพร่ องทางร่ างกาย
หรือสุ ขภาพ
5
บุคคลทีม่ ปี ัญหาทางการเรียนรู้
6
บุคคลทีม่ คี วามบกพร่ อง
ทางการพูดและภาษา
7
บุคคลทีม่ ปี ัญหาทางพฤติกรรม
หรืออารมณ์
8
บุคคลออทิสติก
9
บุคคลพิการซ้ อน
เป็ นวิธีการคัดบุคคลทีม่ ลี กั ษณะ
บางประการแยกจากกลุ่มประชากร
จัดเป็ นการค้ นหาอย่ างหยาบๆว่ าใครมีทที ่ า
จะมีความผิดปกติอะไรหรือมี อัตราเสี่ ยง
สู ง ต่ อการจะมีความผิดปกติ
เกณฑ์ที่สาคัญในการคัดกรอง
ความถูกต้ อง
(Validity)
ความเชื่อถือได้
(Reliability)
ผู้คดั กรองมีความรู้เกีย่ วกับคนพิการและ
การใช้ แบบคัดกรอง
การใช้แบบคัดกรอง
ครูพบปัญหา
นาเสนอผูบ้ ริหาร
พิจารณาดาเนินการใช้แบบ
คัดกรอง
ผู้บริหาร/ผู้ได้ รับมอบหมาย พิจารณาว่ าควร
ได้ รับการคัดกรอง
ขอความร่วมมือครูผผ้ ู า่ นการ
อบรมการคัดกรองเพื่อคัดกรอง
ขออนุญาต
ผูป้ กครองยินยอม
คัดกรองนักเรียน
ผู้ปกครองยินดีให้ สถานศึกษา
จัดบริการช่ วยเหลือทางการศึกษา
พิเศษ นักเรียนที่มีแนวโน้ ม
/กลุ่มเสี่ ยง
การใช้
ผ่านการอบรม
ผู้ดาเนินการคัดกรองควรมี
อย่ างน้ อย 2 คนขึน้ ไป
ครู
คัดกรอง
พบแนวโน้ ม
พบความบกพร่ อง
แพทย์
ประเมิน/ตรวจ/คัดกรอง
วินิจฉัย
พิการ/ไม่พิการ
การคัดกรอง
วินิจฉัย
การประเมินความสามารถพืน้ ฐาน
จุดเด่ น
จุดอ่ อน
การวางแผนการสอน
กาหนดจุดประสงค์ ระยะยาว 1 ปี
จุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม
การจัดทาแผนการสอนเฉพาะบุคคล
เนือ้ หา/เทคนิค//สื่ อ/แรงเสริม/การประเมิน/เกณฑ์
ประเมินความก้ าวหน้ า/สรุป/รายงาน/ส่ งต่ อ
ต้ องทาเป็ นทีม
 เด็ก (ดูเหมือน,ทาท่ า,ว่ าจะ)
 พบปัญหา
ผู้ปกครองและโรงเรียนพูดคุย
รับรู้ สภาพปัญหาเด็กด้ วยกัน
ผู้ปกครอง/ อนุญาต / ยินยอม
ให้ เด็กได้ รับการคัดกรอง
โรงเรียนแต่ งตั้งคณะกรรมการคัดกรอง
จาก
บุคคลในโรงเรียนทีเ่ กีย่ วข้ องใกล้ชิดเด็ก
หรือสอนเด็ก
* แบบทดสอบ
* เครื่องมือ
* แหล่ งข้ อมูล
> ประวัตนิ ักเรียน
> กำรสัมภำษณ์ ผ้ ูใกล้ ชิด
> กำรสังเกตพฤติกรรม
> แบบประเมิน/แบบสำรวจ/แบบคัดกรองต่ ำงๆ
> แบบทดสอบมำตรฐำนต่ ำงๆทีบ่ ุคลากร
ของโรงเรียนสามารถใช้ ได้
•แบบคัดกรองที่กระทรวงศึกษาธิการจัดทาขึน้
(คัดกรอง 9 ประเภท, KUS – SI )
ส่ งให้ ผู้เชี่ยวชาญ (แพทย์ ,นักวิชาชีพ)
แพทย์
ครู กำรศึกษำพิเศษ
นักกำยภำพบำบัด
นักจิตวิทยำ
นักกิจกรรมบำบัด
นักสังคมสงเครำะห์
นักแก้ ไขกำรพูด
บวก
หมอ/
นักจิตวิทยา
ครู /
นักการศึกษา
เด็ก
หน่ วยงานที่
เกีย่ วข้ อง
พ่อแม่
การคัดกรองเด็กที่มีประสิทธิภาพ
 การคัดกรองทีม่ ีโอกาสผิดพลาดน้ อย
 การช่ วยเหลือที่สอดคล้ องกับความ
ต้ องการจาเป็ นพิเศษอย่ างแท้ จริ ง
บุคคลทีม่ คี วามบกพร่ องทีต่ ้ องการการศึกษาพิเศษ
9 ประเภท ตามกฎกระทรวงฯ
ฉันไม่ ชอบการอ่ าน
ฉันพบว่ าการอ่าน
เป็ นเรื่องทีย่ าก
ถ้ ำเป็ นไปได้
ผู้เรี ยน
ฉันสิน้ หวัง
ล้ มเหลวในการอ่ าน
ฉันเป็ นคนไร้ ค่ำ
ไร้ ความสามารถ
ฉันจะหลีกเลีย่ ง การอ่าน
ฉันไม่ ชอบครู
ฉันเกลียดการอ่ าน
ฉันพลาดฝึ กฝน
การอ่ าน
ทาให้ ฉันไม่ พฒ
ั นา
การอ่ าน
ครู ตเิ ตียน ตาหนิ
การอ่
นของฉั
พ่อ าแม่
ก็เช่นนกัน
สไตล์ กำรเรี ยนรู้ [Learning style]
10%
20%
30%
50%
70%
90%
of what we read
of what we hear
of what we see
of what we see and hear
of what we say
of what we say and do
•นักเรี ยนเป็ นตัวตัง้
•ครอบครั วเป็ นตัวหำร
• ผ้ ูเชี่ยวชำญเป็ นตัวช่ วย
ทดสอบหลังเรียน
• ข้ อใดเจ็บปวดที่สุด
–ก. ฉันรักผัวเขำ
–ข . ผัวเขำรักฉัน
–ค. เขำรักผัวฉัน
–ง. ผัวเรำรักกัน

similar documents