ppt-SPSS

Report
การวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติ
เพือ่ การทาวิจัยอย่ างง่ าย
วิจย
ั
การวิจยั (Research) หมายถึง กระบวนการเสาะหาความจริ
ง
ให้
เ
ป็
น
ที
่
?
ปรากฏ เป็ นการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ เพื่อแสวงหาคาตอบสาหรับ
ปั ญหาหรื อคาถามการวิจยั ที่กาหนดไว้ หรื อเพื่อแสวงหาความรู ้ใหม่
หรื อ การวิจยั คือ กระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่เชื่อถือได้ โดยมี
ลักษณะ ดังนี้
1. เป็ นกระบวนการที่มีระบบ แบบแผน
2. มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและชัดเจน
3. ดาเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ ไม่ลาเอียง
4. มีหลักเหตุผล
5. บันทึกและรายงานผลออกมาอย่างระวัง
วงจร / กระบวนการทาวิจยั
การวิจยั จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่
1. มีประเด็นที่ต้องการแสวงหาคาตอบ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1) เกิดขึ้นจาก
ปั ญหาที่ตอ้ งการแสวงหาคาตอบ เช่น ประเด็น “มีปัจจัยใดบ้างที่มีผลทาให้เกิดปั ญหา
หนี้ สินของบุคลากร” และ 2) ประเด็นที่ตอ้ งการจะศึกษาเพื่อให้ได้คาตอบ ซึ่ งอาจจะ
ไม่ได้เกิดจากปั ญหามาก่อน เช่น ประเด็น “นักศึกษาชอบดูรายการโทรทัศน์ประเภท
ไหน” ประเด็นในที่น้ ี คือ คาถามที่ตอ้ งการคาตอบนัน่ เอง
2. ผ่ านกระบวนการแสวงหาคาตอบที่เชื่อถือได้ การวิจยั จะต้องผ่านกระบวนการที่
น่ าเชื่ อถือตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่ น ในการเลือกขนาดตัวอย่าง จะต้อง
เลื อ กมาในจ านวนที่ ย อมรั บ ได้ท างสถิ ติ หรื อ กรณี เ ลื อ กกลุ่ ม ตัว อย่า ง จะต้อ งให้
ประชากรทั้งหมดมีโอกาสที่จะถูกเลือกขึ้นมาเป็ นตัวอย่างได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็ นต้น
การวิจยั จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่
3. ได้ มาซึ่ ง ค าตอบที่ถูกต้ องแม่ นย า ผลการวิ จยั ที่ ออกมาจะต้องให้ตรง หรื อ
ใกล้เ คี ย งกับความเป็ นจริ งมากที่ สุด ซึ่ งในงานวิจ ัย ทางสังคมศาสตร์ จะเน้น
คาตอบที่จะต้องถูกต้องแม่นยาที่ประมาณ 95% หรื อมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ 5%
แต่ความถูกต้องแม่นยาโดยเฉพาะในงานวิจยั ทางการแพทย์ จะต้องเน้นคาตอบที่
ถูกต้องแม่นยาสูงถึง 99.99% เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตคน
4. ผลประโยชน์ ที่ได้ รับจะต้ องคุ้มค่ า การวิจยั ในแต่ละเรื่ องจะต้องใช้กาลังคน
งบประมาณและเวลา ดัง นั้ น ผลที่ ไ ด้จ ากการด าเนิ น การท าวิ จ ัย ควรจะมี
ผลประโยชน์ที่ได้รับคุม้ ค่ามีประโยชน์ในภาพรวม
การวิจยั ที่ดี ควรมีลกั ษณะทีส่ าคัญดังนี้
1. เป็ นการค้นคว้าที่ตอ้ งอาศัยความรู ้ ความชานาญ และความมีระบบ
2. เป็ นงานที่มีเหตุมีผล และมีเป้ าหมายที่แน่นอน
3. ต้องมีเครื่ องมือ /เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้
4. มีการรวบรวมข้อมูลใหม่ และได้ความรู ้ใหม่ ความรู ้ที่ได้อาจเป็ นความรู ้เดิมได้ใน
กรณี ที่มุ่งวิจยั เพื่อตรวจสอบซ้ า
5. เป็ นการศึกษาค้นคว้าที่มุ่งหาข้อเท็จจริ ง เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ หรื อพัฒนา
กฎเกณฑ์ ทฤษฏี หรื อตรวจสอบทฤษฏี
6. อาศัยความเพียรพยายาม ความซื่อสัตย์ กล้าหาญ จะต้องเฝ้ าติดตามผลบันทึกผล
อย่างละเอียดใช้เวลานาน บางครั้งผลการวิจยั ขัดแย้งกับบุคคลอื่น อันอาจทาให้ได้รับ
การโจมตีผวู ้ ิจยั จาต้องใช้ความกล้าหาญนาเสนอผลตรงตามความเป็ นจริ งที่คน้ พบ
7. การวิจยั จะต้องมีการบันทึก และเขียนรายงานการวิจยั อย่างระมัดระวัง
วัตถุประสงค์ ของการวิจัย
1.
2.
3.
4.
สอดคล้องกับชื่อเรื่ องและความเป็ นมาของปัญหาการวิจยั
เขียนเป็ นประโยคบอกเล่า ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
ควรกาหนดเป็ นข้อๆ (มีหลายข้อ)
มักจะขึ้นต้นด้วยข้อความ
เพื่อศึกษา.....
เพื่อตรวจสอบ......
 เพื่อเปรี ยบเทียบ......
เพื่อวิเคราะห์.......
เพื่อประเมิน.........
ประเภทของการวิจยั
แบ่งตามประโยชน์ของการวิจยั
1. การวิจัยพืน้ ฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure
research) หรือการวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) เป็ นการวิจยั ที่
เสาะแสวงหาความรู ้ใหม่เพื่อสร้างเป็ นทฤษฎี หรื อเพื่อเพิ่มพูนความรู ้ต่าง ๆ ให้
กว้างขวางสมบูรณ์ยงิ่ ขึ้น
2. การวิจัยประยุกต์ (Applied research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action
research) หรือการวิจัยเพือ่ หาแนวทางปฏิบัติ (Operational research)
เป็ นการ วิจยั ที่มุ่งเสาะแสวงหาความรู ้ และประยุกต์ใช้ความรู ้หรื อวิทยาการต่าง ๆ
ให้เป็ นประโยชน์ในทางปฏิบตั ิหรื อเป็ นการวิจยั ที่นาผลที่ได้ไปแก้ปัญหาโดยตรง
แบ่งตามลักษณะการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)เป็ นการวิจยั ที่นาเอาข้อมูล
ทางด้านคุณภาพมาวิเคราะห์ ค้นหาความรู ้ความจริ งโดยอาศัยข้อมูลเชิง
คุณลักษณะ
2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็ นการวิจยั ที่คน้ หา
ความรู ้ความจริ งโดยนาเอาข้อมูลเชิงปริ มาณมาวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์
ข้อมูลต้องใช้วิธีการทางสถิติเข้ามาช่วย
แบ่งตามลักษณะวิชาหรือศาสตร์
1. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific research) เป็ นการวิจยั ที่เกี่ยวกับ
ปรากฏการณ์ธรรมชาติของสิ่ งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
วิทยาศาสตร์อาจจาแนกตามสาขาต่าง ๆ เช่น
- สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิ ตศาสตร์ เช่น ฟิ สิ กส์ คณิ ตศาสตร์ ฯลฯ
- สาขาวิทยาศาสตร์ เช่น ศัลยศาสตร์ รังสี วิทยา ฯลฯ
- สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เช่น อินทรี ยเ์ คมี เภสัชศาสตร์ ฯลฯ
2. วิจัยทางสั งคมศาสตร์ (Social research) เป็ นการวิจยั ที่เกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์
แบ่งตามระเบียบวิธีวิจยั
1. วิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical research) เป็ นการวิจยั เพื่อค้นหาข้อเท็จจริ ง
ของเหตุการณ์ที่ผา่ นมาแล้วในอดีต โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะบันทึกอดีตอย่างมีระบบ
และมีความเป็ นปรนัยจากการรวบรวมประเมินผล ตรวจสอบ และวิเคราะห์
เหตุการณ์เพื่อค้นหาข้อเท็จจริ งในอันที่จะนามาสรุ ปอย่างมีเหตุผล
2. วิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive research)เป็ นการวิจยั เพื่อค้นหา
ข้อเท็จจริ งในสภาพการณ์หรื อภาวการณ์ของสิ่ งที่เป็ นอยูใ่ นปัจจุบนั ว่าเป็ น อย่างไร
3. วิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เป็ นการวิจยั เพื่อค้นหาความรู ้ความ
จริ งที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาช่วย เพื่อพิสูจน์ผลของตัวแปรที่ศึกษา มีการ
ทดลองและควบคุมตัวแปรต่างๆ
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ลักษณะของข้ อมูล(Types of Data)
1. ข้ อมูลเชิงปริมาณ คือ เป็ นข้อมูลที่แสดงตัวเลข ที่สามารถวัดเป็ นอัตราส่ วน และเป็ นช่วงได้ เช่น
ค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัวน้ าหนักของสิ่ งของ ส่ วนสู งของนักศึกษา ปริ มาณน้ ามันที่ใช้
2. ข้ อมูลเชิงคุณภาพ คือ เป็ นข้อมูลที่ได้จากการแจงนับซึ่ งข้อมูลดังกล่าวได้จากการจาแนกกลุ่ม เช่น
จานวนคนที่นบั ถือศาสนาต่างๆ จานวนรถยนต์จาแนกตามยีห่ อ้ ต่างๆ ความชอบ
ข้ อมูลปฐมภูมิ เป็ นข้อมูลที่ได้จาก การสารวจภาคสนาม หรื อข้อมูลที่ได้จากการทดลองที่ผตู้ อ้ งการ
ข้อมูลจะต้องดาเนินการเก็บรวบรวมด้วยตนเอง สามารถใช้เครื่ องมือต่างๆ เช่น แบบสอบถาม
แบบฟอร์มต่างๆ การสัมภาษณ์
ข้ อมูลทุตยิ ภูมิ เป็ นข้อมูลที่ผอู ้ ื่นหรื อหน่วยงานอื่นได้ทาการเก็บรวบรวมมาก่อนแล้วการเก็บรวบรวม
ข้อมูลทุติยภูมิทาได้โดยการทาเรื่ องขออนุญาตใช้ขอ้ มูลที่ตอ้ งการจากหน่วยงานที่เป็ นเจ้าของข้อมูล
แหล่งที่มาของข้อมูลประเภทนี้มาจากตารา/เอกสารต่างๆหรื อการบอกเล่าได้รับถ่ายทอดมาอีกต่อหนึ่ง
รวมถึงข้อมูลที่ได้ถูกเก็บอยูใ่ นรู ปแบบของรายงาน บทวิเคราะห์ สถิติ เป็ นต้น
มาตรการวัด
(Scale of measurement)
มาตราของการวัดข้อมูลแบ่งออกเป็ น 4 ระดับ คือ
1. ข้ อมูลระดับนามบัญญัติ(Nominal Scale) เป็ นมาตรวัดที่หยาบที่สุด จัดข้อมูล
ออกเป็ นกลุ่มๆ แยกตามประเภทหรื อชนิ ดของข้อมูล โดยไม่มีการจัดอันดับ
เพศ ได้แก่ เพศชาย และเพศหญิง
สี เช่น แดง น้ าเงิน เหลือง
รหัสไปรษณี ย ์ เช่น 34000 33000 33130 เป็ นต้น
2. ข้ อมูลระดับเรียงลาดับ(Ordinal Scale) เป็ นข้อมูลที่สามารถจัดเรี ยงอันดับความสาคัญได้
หรื อเปรี ยบเทียบกันได้วา่ ดีกว่า สวยกว่า สูงกว่า ให้เป็ นอันดับที่ 1 ที่ 2 หรื อที่ 3 ตามลักษณะ
หรื อคุณสมบัติของสิ่ งนั้น ๆ ข้อมูลที่เป็ นข้อมูลมาตรเรี ยงลาดับ
การตัดเกรด ได้แก่ เกรด A ,เกรด B ,เกรด C
ผลการประกวดนางงาม ได้แก่ ลาดับที่ 1, 2, 3
ความพึงพอใจ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย
3. ข้ อมูลระดับอันตรภาค (Interval Scale) เป็ นข้อมูลที่สามารถบอกได้ท้ งั ทิศทาง
และขนาดของความแตกต่างของข้อมูลมาตรวัดนี้ไม่มีศูนย์ที่แท้จริ ง (absolute zero)
ข้อมูลอุณหภูมิ การวัดอุณหภูมิน้ า ซึ่งการที่น้ ามีอุณหภูมิ 0 องศาไม่ได้
หมายความว่าน้ าไม่มีความร้อนอยูเ่ ลย
ข้อมูลการสอบ คะแนนการสอบนักศึกษาที่สอบได้ 0 คะแนนไม่ได้
หมายความว่าเขาไม่มีความรู ้
4. ข้ อมูลระดับอัตราส่ วน (Ratio Scale) เป็ นมาตรวัดที่มีลกั ษณะที่มีศูนย์ที่แท้จริ ง
หมายถึง ไม่มีอะไรอยูเ่ ลย เช่น มีความสู ง 0 เซนติเมตรหมายความว่าไม่มีความสู ง
เลย
1. Nominal Scale
2. Ordinal Scale
3. Interval Scale
4. Ratio Scale
ระดับการวัด
นามบัญญัติ
เรียงลาดับ
อันตรภาค
อัตราส่ วน
ข้ อมูลเชิงคุณภาพ
ข้ อมูลเชิงปริมาณ
คุณสมบัติ
ความแตกต่ างกัน
ความแตกต่ างกัน + ทิศทาง
ความแตกต่ างกัน + ทิศทาง + ช่ วงเท่ ากัน + ศูนย์ สมมุติ
ความแตกต่ างกัน + ทิศทาง + ช่ วงเท่ ากัน + ศูนย์ แท้
ลักษณะสาคัญและสถิตท
ิ ใี่ ช้ในการ
วิเคราะหข
้ ล
์ อมู
ทีอ
่ ยูในมาตราแต
ละระดั
บ
่
่
มาตรการวัด
นามบัญญัติ
เรี ยงลาดับ
อันตรภาค
อันตราส่ วน
ลักษณะสาคัญ
1. จาแนกประเภท
2. ตัวเลขนามา บวก ลบ คูณ หาร
ไม่ได้
1. จาแนกประเภทและจัดอันดับ
2. ตัวเลขนามา บวก ลบ คูณ หาร
ไม่ได้
1. ระยะห่างแต่ละหน่วยเท่ากัน
2. ไม่มีศนู ย์แท้
3. ตัวเลขนามา บวก ลบได้ คูณ หาร
ไม่ได้
1. ระยะห่างแต่ละหน่วยเท่ากัน
2. มีศนู ย์แท้
3. สามารถนาตัวเลข บวก ลบ คูณ
หารกันได้
ตัวอย่างการวัด
หมายเลขประจาตัวนักฟุตบอล
หมายเลขประจาตัวผูเ้ สี ยภาษี
เพศ ศาสนา สถานภาพ
ตาแหน่งการสอบ
ยศของทหาร
คะแนนสอบ
อุณหภูมิระบบองศาเซลเซี ยส
และองศาฟาเรนไฮต์
ความสู ง น้ าหนัก เวลา
ระยะทาง ความเร็ ว
ตัวอย่างสถิติที่ใช้
การแจกแจงความถี่
ฐานนิยม
ไค - สแควร์
มัธยฐาน
ส่ วนเบี่ยงเบนควอไทล์
สัมประสิ ทธิ สหสัมพันธ์
ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
มัชฌิเลขคณิ ต
สัมประสิ ทธิ สหสัมพันธ์
แบบเพียร์สัน
ใช้สถิติได้ทุกประเภท
ข้ อมูล
วิธีวเิ คราะห์
Nominal Scale ความถี่ , เปอร์เซ็นต์ , ฐานนิยม, ตาราง Crosstab, Chi – Square, Binomin Test
Ordinal Scale ค่ามัธยฐาน , ฐานนิยม , เปอร์ไทล์, สหสัมพันธ์ของลาดับที่ (Rank – oeder
Correlation) Sign Test , ตาราง Crosstab , Chi – Square Tset, Nonmetric
multidmensional scaling
Interval Scale ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต (Arthmetic mean), ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard Deviation)
การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย, Correlation Analysis , Discriminant
Analysis Regression Analysis , Analysis of Variance , Metric multidimensional
Scaling
Ratio Scale
ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต , ค่าเฉลี่ยเรขาคณิ ต , ค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิค , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค่าสัมประสิ ทธิ์ความแปลผัน , การวิเคราะห์ความถดถอย , การวิเคราะห์ความ
แปรปรวน ,การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย , ค่าแปรปรวน , Discriminant
Analysis , Factor Analysis , Cluster Analysis , Metric multidimensional Scaling
โปรแกรมสาเร็จรูป
เพือ่ การวิเคราะห์ ข้อมูล
SPSS
SPSS
S
P
S
S
=
=
=
=
Statistical
Package
Social
Scientists
ทาความรู้ จักโปรแกรม SPSS
• SPSS เป็ นโปรแกรมสาเร็จรู ปทีจ่ ัดทาขึน้ สาหรับงานวิจัย
• มีคาสั่ งหลากหลายคาสั่ ง เป็ นโปรแกรมย่ อยๆ อยู่ภายใต้
โปรแกรมใหญ่
• โปรแกรม SPSS ได้ พฒ
ั นาและปรับปรุ งแก้ ไขมาตลอดจนถึง
version 17 (SPSS x)
• ถือได้ ว่าเป็ นโปรแกรมสาเร็จรู ปในการวิเคราะห์ ข้อมูลทีป่ ระสบ
ความสาเร็จอย่ างยิง่ ในวงการวิจัย
• การวิจัยมีโปรแกรม สาเร็จรู ปในการวิเคราะห์ ข้อมูล ที่ใช้ กนั อยู่
มากมาย อาทิเช่ น SAS BMDP MINITAB STATPAX EPIINFO MICROSTAT SPIDA TSP etc.
• SPSS for Windows และมีหลาย versions จนปัจจุบัน
เป็ น versions 17
• SPSS ทีใ่ ช้ กบั เครื่อง Micro หรือ Laptop หรือ Notebook
ก็ตามมีความสามารถใช้ งานได้ อย่ างเต็มที่
ข้ อดีของโปรแกรมสาเร็จรู ป SPSS
• ง่ าย สะดวก ถูก และรวดเร็วในการใช้
• ใช้ ได้ กบั ทั้ง Dos และ Windows ได้ อย่ างเหมาะสม
• หากโปรแกรมมีความผิดพลาด หรือข้ อบกพร่ อง ผู้ใช้ สามารถ
ตรวจสอบข้ อผิดพลาด/บกพร่ องได้ เอง
• มีรายละเอียดวิธีการใช้ ท้งั ในลักษณะหนังสื อ หรือทางเมนูของ
โปรแกรมเอง
• สามารถ run โปรแกรมได้ หลายรู ปแบบ
• สามารถป้อนข้ อมูลเข้ าโปรแกรมได้ เลยโดยไม่ ต้องอาศัย
โปรแกรมอืน่ ๆ
• สามารถใช้ ร่วมกับโปรแกรม อืน่ ๆ ได้
• มีตวั อย่ างข้ อมูลให้ ทดลองใช้
• มีคาอธิบายอยู่ในโปรแกรม สามารถเปิ ดดูได้
สิ่ งจาเป็ นในการใช้ โปรแกรม SPSS
•
•
•
•
•
เครื่อง Computer
โปรแกรม SPSS รุ่นใดก็ได้
มีข้อมูล
มีคู่มือลงรหัส
มีความรู้ ความเข้ าใจโปรแกรม และสถิตทิ จี่ ะใช้
ความสามารถในการวิเคราะห์ ข้อมูล
1. การคานวณค่ าสถิติเบือ้ งต้ น(Descriptive Statistics) ข้อมูลเชิงปริ มาณสามารถคานวณ
ค่าสถิตพื้นฐานทัว่ ๆไป เช่น ค่าเฉลี่ย(Mean), มัธยฐาน(Median), ฐานนิยม(Mode), พิสัย
(Range), ความแปรปรวน(Variance), ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard deviation) เป็ นต้น
2. การแจกแจงความถี่(Frequency Distributions) ข้อมูลเชิงกลุ่มสามารถแจกแจงค่าของ
ตัวแปรตามจานวนที่นบั ได้ท้ งั แบบทางเดียวและแบบหลายทางพร้อมทั้งแสดงค่าสถิติที่
เกี่ยวข้องเช่น ค่าเฉลี่ย(Mean), มัธยฐาน(Median), ฐานนิยม(Mode), พิสัย(Range), ความ
แปรปรวน(Variance), ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard deviation), เปอร์เซ็นต์ไทล์
(Percentiles) กราฟแท่งหรื อค่าสถิติที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบทางสถิติ
3. การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย่ (Mean Groups Comparison) สามารถทาการเปรี ยบเทียบและ
ทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มตัวอย่างโดยค่าสถิติ t (Student’s t) และสาหรับหลายกลุ่ม
ตัวอย่างโดยสถิติ F ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance:
ANOVA) ทั้งแบบทางเดียวและแบบหลายทาง
ความสามารถในการวิเคราะห์ ข้อมูล
4. การหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร(Correlation) สามารถ
คานวณหาค่าสัมประสิ ทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปลแบบต่างๆ
5. การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis)
6. การทดสอบแบบนอนพาราเมตริ ก
7. การวิเคราะห์ขอ้ มูลสาหรับคาตอบแบบหลายคาตอบ สามารถ
วิเคราะห์ขอ้ มูลจากจากแบบสอบถามที่มีตวั เลือกมาให้ และผูต้ อบ
สามารถตอบได้มากกว่า 1 คาตอบ
การติดตั้งโปรแกรม
SPSS
ฟั งก์ชั ่นที่เหมาะสมกับการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. การแจกแจงความถี่แบบทางเดียว Analyze / Descriptive Statistics /
Frequencies
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Variable(s)
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ ม Statistics, Chart, หรื อ Format
คลิกปุ่ ม OK
2. การคานวณค่ าสถิตเิ บือ้ งต้ น Analyze / Descriptive Statistics /
Descriptive
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Variable(s)
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ ม Options
คลิกปุ่ ม OK
3. การตรวจสอบข้ อมูล Analyze / Descriptive Statistics / Explore
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Dependent List
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Statistics, Plots, หรื อ Options
คลิกปุ่ ม OK
4. การแจกแจงความถี่ต้งั แต่ 2 ทาง Analyze / Descriptive Statistics /
Crosstabs
เลือกตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัวที่ตอ้ งการให้อยูด่ า้ นแถวไว้ใน
กรอบของ Row(s)
เลือกตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัวที่ตอ้ งการให้อยูด่ า้ นหลักไว้ใน
กรอบของ Column(s)
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ ม Statistics, Cell หรื อ Format
คลิกปุ่ ม OK
5. คานวณค่ าสถิตเิ บือ้ งต้ นจาแนกตามกลุ่ม Analyze / Compare Means / Means
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Dependent List และ Impendent
List
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Options คลิกปุ่ ม OK
6. การทดสอบค่ าเฉลีย่ 1 กลุ่ม Analyze / Compare Means / One-Sample T Test
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Test Variable(s)
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ ม Options คลิกปุ่ ม OK
7. ทดสอบค่ าเฉลีย่ 2 กลุ่มทีเ่ ป็ นอิสระต่ อกัน Analyze / Compare Means /
Impendent -Sample T Test
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Test Variable(s) และ Grouping
Variable
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ ม Options คลิกปุ่ ม OK
8. การทดสอบค่ าเฉลีย่ 2 กลุ่มทีเ่ ป็ นอิสระต่ อกัน Analyze / Compare Means /
Paired-Sample T Test
เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Paired Variable
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Options คลิกปุ่ ม OK
9. การวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบจาแนกทางเดียว Analyze / Compare
Means / One-Way ANOVA
เลือกตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัวไว้ในกรอบของ Dependent List
และ Factor(s)
กาหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ปุ่ม Contrasts, Options
การทดสอบหาคู่ที่ค่าเฉลี่ยต่างกัน Post Hoc เสร็ จแล้ว
คลิกปุ่ ม OK

similar documents