ยุคของคอมพิวเตอร์ (2) powerpoint

Report
ยุคของคอมพิวเตอร์ (2)
คอมพิวเตอร์ยคุ วงจรรวม ( พ.ศ. 2508 - 2512 )
• การปฏิบตั ิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สาหรับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกและครั้งสาคัญเริ่ มต้นภายหลังจาก
การใช้ทรานซิ สเตอร์ได้เพียง 5 ปี ได้แก่ การคิดค้นวงจรรวม”(Integrated Circuit) หรื อ IC ซึ่ งได้แก่
สารกึ่งตัวนา (Semiconductor) ชิ้นเล็กๆ ที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะ (Losic circuit) ไว้ได้หลาย
วงจร วงจรเหล่านี้จะถูกพิมพ์ลงบนซิ ลิกอน (Silicon) และเราเรี ยกมันว่า “ชิป”(Chip)
• พ.ศ. 2507 IBM system 360 คือจุดเริ่ มต้นของยุคที่ 3 วงจรไอซี (IC: integrated circuits) เป็ นวงจร
อิเล็กทรอนิกส์ที่นามาใช้แทนวงจรทรานซิ สเตอร์ ลักษณะของ IC เป็ นแผ่นซิ ลิกอนขนาดเล็กหรื อ
เรี ยกว่า ชิป (chip) เป็ นวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดเล็กกว่า น่าเชื่อถือมากกว่า ความเร็ วสู งขึ้น
และ ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง
• เริ่ มใช้วธิ ีการแบบ Time-sharing และการสื่ อสารข้อมูล ความสามารถในการประมวลผลหลาย ๆ
โปรแกรมพร้อม ๆ กันเรี ยกว่า multi-programming ระบบปฏิบตั ิการ (Operating system) ถูกพัฒนาขึ้น
เพื่อควบคุมการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ภาษาระดับสู งสาหรับเขียนโปรแกรม เช่น FORTRAN,
COBOL เป็ นต้น โปรแกรมสาเร็ จรู ปแพร่ หลายมากขึ้น
IBM System 360
ตัวอย่ างของภาษา FORTRAN
READ X
IF((X.GT.0) .AND. (X.LT.100)) THEN
PRINT *, ‘VALUE OF X IS :’,X
ELSE
PRINT * , ‘X IS NOT BETWEEN 0 AND 100’
• ในปี ค.ศ. 2508 บริ ษทั Digital Equipment Corporation (DIC) ได้เปิ ดตัวมินิคอมพิวเตอร์เครื่ องแรก
ออกมาด้วยขนาดและราคาที่ยอ่ มเยากว่าเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องใหญ่ เพื่อมุ่งหวังจะให้เป็ นรุ่ นที่ใช้ใน
ธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ดีแนวการออกแบบมินิคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การที่ผใู ้ ช้สามารถทางานโต้ตอบ
กับระบบได้หลายๆ คนพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังสามารถทาการเชื่อมต่อระหว่างระบบได้อีกด้วย และ
มินิคอมพิวเตอร์เครื่ องแรก คือ PDP-8
PDP-8 Mini Computer
ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 3
• ใช้อุปกรณ์ วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) หรื อ ไอซี และวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่
(Large Scale Integration : LSI) เป็ นอุปกรณ์หลัก
• ความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคาสัง่ ประมาณหนึ่งในล้านของวินาที (Microsecond : mS)
(สู งกว่าเครื่ องคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 ประมาณ 1,000 เท่า)
• ทางานได้ดว้ ยภาษาระดับสูงทัว่ ไป
คอมพิวเตอร์ยคุ วีแอลเอสไอ (พ.ศ. 2513 - 2532)
• IC ได้ถกู พัฒนาให้มีความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์สูงขึ้นเรื่ อย ๆ จากบรรจุทรานซิสเตอร์ไม่กี่ร้อย
ตัว เป็ นหลายพันหลายหมื่นตัว ซึ่ งเรี ยกว่า LSI (Large Scale Integrated Circuit: ภายในมีทรานซิ สเตอร์
มี 1000 ตัว ต่อชิพหนึ่งตัว) และ VLSI (Large Scale Integrated Circuit: ภายในมีทรานซิ สเตอร์
100,000 ตัว ต่อชิพหนึ่งตัว) เมื่อมีการใช้ LSI และ VLSI สามารถนามาสร้างเป็ นไมโครโพรเซสเซอร์
ซึ่ งทาหน้าที่เป็ นหน่วยประมวลผลกลางหรื อซี พียู (Central Processing Unit : CPU) ของคอมพิวเตอร์
และสามารถลดขนาดของคอมพิวเตอร์ ให้เล็กลงจนสามารถตั้งบนโต๊ะทางานในสานักงาน หรื อพกพา
ไปในที่ต่างๆได้ เรี ยกเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนี้วา่ ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)
• เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่ องแรกของโลกได้แก่ Altair 8800 ซึ่งจาหน่ายออกมาในรู ปแบบของชุด
เครื่ องที่ผใู ้ ช้จะต้องนามาประกอบและโปรแกรมให้ทางานเอง ต่อมาในปี ค.ศ. 2520 Stephen wozniak
และ Steven Jobs ได้เปิ ดตัวเครื่ อง Apple ในขณะเดียวกันกับที่บริ ษทั Radio shack ได้แนะนาเครื่ อง
TRS-80 ออกสู่ ทอ้ งตลาด เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ เหล่านี้ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง
(CPU) จอภาพและภาษาโปรแกรมต่างๆ
• นอกจากนี้ได้มีการพัฒนาภาษา C และระบบปฏิบตั ิการ UNIX โดยเค็น ทอมสัน (Ken Thompson)
และเดนนิส ริ ชชี (Dennis Ritchie) ในห้องปฏิบตั ิการ Bell ซึ่ งถือว่าเป็ นเหตุการณ์ที่สาคัญมาก พวกเขา
ได้ใช้ภาษา C ที่สร้างขึ้น สร้างระบบปฏิบตั ิการ UNIX สาหรับเครื่ อง DEC PDP-11 จากนั้น UNIX ก็
เป็ นที่แพร่ หลายอย่างรวดเร็ ว เพราะถือเป็ นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผใู ้ ช้คอมพิวเตอร์ เป็ นอิสระ จากการที่
ต้องเรี ยนรู ้ระบบฮาร์ ดแวร์ ของคอมพิวเตอร์ ทุกครั้งที่จะใช้คอมพิวเตอร์ เครื่ องใหม่
ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 4
• ใช้อุปกรณ์ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) และ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่
มาก (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็ นอุปกรณ์หลัก
• มีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคาสั่ง ประมาณหนึ่งในพันล้านวินาที (Nanosecond : nS) และ
พัฒนาต่อมาจนมีความเร็ วในการประมวลผลแต่ละคาสั่ง ประมาณหนึ่งในล้านล้านของวินาที
(Picosecond : pS)
คอมพิวเตอร์ยคุ เครื อข่าย ( พ.ศ. 2533 - ปัจจุบนั )
• วงจรวีแอลเอสไอ ได้รับการพัฒนาให้มีความหนาแน่นของจานวนทรานซิสเตอร์มากขึ้นเรื่ อยๆ จนใน
ปั จจุบนั สามารถผลิตจานวนทรานซิ สเตอร์ ลงในแผ่นซิ ลิกอนขนาดเล็กได้มากกว่า สิ บล้านตัว
ทาให้วงจรหน่วยประมวลผลกลางมีขีดความสามารถมากขึ้น
• เมื่อไมโครคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากสูงขึ้น ทางานได้เร็ว การแสดงผลและการจัดการข้อมูลก็
ทาได้มาก สามารถประมวลผลและแสดงผลได้ครั้งละมากๆ จึงทาให้คอมพิวเตอร์ ทางานได้หลายงาน
พร้อมกัน (Multitasking) ดังจะเห็นได้จากโปรแกรมระบบปฏิบตั ิการเภทวินโดวส์และยังมีการเชื่อมโยง
เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในองค์กร มีการทางานเป็ นกลุ่ม (Work group) โดยใช้เครื อข่ายท้องถิ่นที่เรี ยกว่า
(Local Area Network : LAN) เมื่อเชื่อมการทางานหลายๆกลุ่มองค์การเข้าด้วยกันเกิดเป็ นเครื อข่าย
คอมพิวเตอร์ ขององค์การ เรี ยกว่า อินทราเน็ต (Intranet) และหากนาเครื อข่ายองค์การเชื่อต่อเข้าสู่
เครื อข่ายสากลที่ต่อเชื่อมกันทัว่ โลกก็เรี ยกว่าอินเตอร์ เน็ต (Internet)
• คอมพิวเตอร์ในยุคที่หา้ นี้เป็ นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนามาเพื่อช่วยในการตัดสิ นใจและแก้ปัญหา
ให้ดียงิ่ ขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู ้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ สามารถเรี ยกค้นและดึง
ความรู ้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็ นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ ยคุ นี้เป็ นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์
(Artificial Intelligence : AI) เป็ นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ในยุคนี้ โดยหวังให้ระบบ
คอมพิวเตอร์มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุผล
องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์
• ระบบหุ่นยนต์ หรื อแขนกล (Robotics or Robotarm System)
คือหุ่นจาลองร่ างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทางานด้วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทางาน
แทนมนุษย์ในงานที่ตอ้ งการความเร็ ว หรื อเสี่ ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรื อ
หุ่นยนต์กรู้ ะเบิด เป็ นต้น
• ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System)
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถสังเคราะห์เสี ยงที่มีอยูใ่ นธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่ อ
ความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่ องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรื อนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking
Clock) เป็ นต้น
• การรู้จาเสี ยงพูด (Speech Recognition System)
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์ เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจาคาพูดของมนุษย์ได้อย่าง
ต่อเนื่อง กล่าวคือเป็ นการพัฒนาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทางานได้ดว้ ยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษา
ความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสาหรับผูพ้ ิการ เป็ นต้น
• ระบบผูเ้ ชี่ยวชาญ (Expert System)
คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ รู้จกั ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี
หรื อจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ ง ไปแก้ไขปั ญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จาเป็ นต้องอาศัย
ฐานข้อมูล (Database) ซึ่ งมนุษย์ผมู ้ ีความรู ้ความสามารถเป็ นผูก้ าหนดองค์ความรู ้ไว้ในฐานข้อมูล
ดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู ้น้ นั เช่น เครื่ อง
คอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ทานายโชคชะตา เป็ นต้น

similar documents