บทที่ 3(2)

Report
บทที่ 3 (2)
ความเท่าเทียมของภาษีกรณีศกึ ษาภาระแท้ จริง
ของภาษี : Tax Incidence
1
ส่วนขยายการวิเคราะห์ของภาระภาษี

การศึกษาภาระภาษีสว่ นเพิ่มเติม ได้ แก่:
◦
◦
◦
◦
ภาษี ที่เป็ น Ad Valorem
ภาษี ที่จดั เก็บจาก Factors of production
ภาษี ในกรณี Imperfectly competitive markets
ภาระภาษี กรณีดลุ ยภาพทัว่ ไป General Equilibrium
Analysis
2
ภาษีที่เป็ น Ad Valorem

คือภาษีที่มีการเก็บเป็ นสัดส่วนกับระดับราคา ตัวอย่าง
◦ ภาษี มลู ค่าเพิ่ม ร้ อยละ 7
◦ ภาษี สรรพสามิตต่างๆ ที่จดั เก็บเป็ นร้ อยละของมูลค่า
◦ ฯลฯ

การวิเคราะห์เหมือนกับกรณีภาษีตอ่ หน่วย (Unit Tax)
3
ภาษี ที่เป็ น Ad Valorem กับผู้บริ โภค
การเก็บภาษี แบบ Ad Valorem ทาให้ ราคาสินค้ า
ที่สงู จะถูกเก็บภาษี สงู กว่าสินค้ าที่ราคาถูก
ราคาสินค้ า
S1
Tax
B
30
A
25
20
C
D1
D2
Q2
Q1
ปริมาณ
4
ภาษีที่เป็ น Ad Valorem กับผูผ้ ลิต
S2
ราคาสินค้ า
S1
Tax
B
30
A
25
20
C
D1
Q2
Q1
ปริมาณ
5
Tax incidence in factor markets
ภาษีที่จดั เก็บจากปั จจัยการผลิตเช่น แรงงาน
 กรณีตวั อย่างที่เก็บจากแรงงาน

6
ตัวอย่ าง
ภาษีเก็บจากแรงงาน
เก็บภาษี กบั แรงงาน “suppliers” of labor ทา
ให้ ค่าจ้ างแท้ จริงลดลง แรงงานจึงเรี ยกร้ องค่าจ้ างเพิม่ ขึ ้น
ค้ าจ้ าง (W)
S
2
S1
Tax
B
ภาระของ
ธุรกิจ
ภาระของ
แรงงาน
W2=300
A
W1=250
C
W3=200
D1
H
H1
ชัว่ โมงทางาน
ของแรงงาน(H)
2
7
Tax incidence in factor markets
การเก็บภาษี 50 บาทต่อ ชัว่ โมงทางาน ทาให้ ผลตอบแทนจาก
การทางานลดลง ณ ทุกๆ ระดับของการจ้ างงาน
 ดังนันแรงงานทั
้
ว่ ไปจะเรี ยกร้ องค่าจ้ างเพิ่มขึ ้นในจานวนที่เท่ากัน
ทาให้ เส้ น supply curve shifts ขึ ้น (ปริมาณ supply
ลดลง)
 ขณะที่ labor demand คงที่คา่ จ้ างที่ดลุ ยภาพใหม่คือ
300 บาทกรณีนี ้ทังผู
้ ้ จ้างและแรงงานรับภาระภาษีเท่าๆ กัน

8
Tax incidence in factor markets

ต่อไปนี ้พิจารณากรณีที่มีภาษีกบั firms (หรื อที่เป็ น ภาษีเก็บ
จาก demand of labor)
9
ตัวอย่ าง
ภาษีกับผู้จ้างงาน *demand for labor
ภาษี กบั ผู้จ้างงานหรื อธุรกิจ “demanders” of
labor ทาให้ ค่าจ้ างลดลง
ค่าจ้ าง (W)
S1
B
Firm
burden
Worker
burden
W2=300
A
W1=250
C
W3=200
Tax
D1
D2
H
H1
ชัว่ โมงทางาน
ของแรงงาน(H)
2
10
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)
เมื่อเก็บภาษีกบั ผู้จ้างงานหรื อ firm เส้ น demand curve
shifts เป็ น D2 และค่าจ้ างของตลาดลดลงเป็ น 200 บาท
 โดยนายจ้ างจะลดค่าจ้ างลง 50 บาท น้ อยกว่าค่าจ้ างที่ดลุ ยภาพ
เดิม แต่ต้องส่งภาษีให้ รัฐบาลเท่ากับ 1 บาท สุดท้ ายนายจ้ างจะ
จ่ายค่าจ้ างที่ 300 บาท
 เหมือนกับกรณีเก็บภาษี จากตลาดผลผลิตภาระภาษี จากเงินได้
payroll tax แสดงให้ เห็นถึงการที่ไม่มีความแตกต่างระหว่าง
การเก็บภาษีไม่วา่ จะเป็ นด้ านไหนแต่ภาระภาษีจะแตกจากภาระ
ตามการจ่ายตามกฎหมาย (statutory incidence)

11
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)
การวิเคราะห์ภารภาษีในตลาดปั จจัยการผลิตมีข้อจากัดที่
แตกต่างจากตลาดสินค้ า คือหากมีการจากัดการให้ คา่ จ้ าง
ปรับตัวไม่ได้ หรื อมีคา่ จ้ างขันต
้ ่า ผลการวิเคราะห์จะแตกต่างจาก
กรณีทวั่ ไป
 ค่าจ้ างขันต
้ ่าที่ถือเป็ นรายได้ ตอ่ เวลาทางานที่กาหนดไว้ ตาม
กฎหมายจ้ างงาน ที่ทาให้ นายจ้ างต้ องจ่ายค่าจ้ างไม่น้อยกว่าที่
กาหนดไว้ ในกฎหมาย

12
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)

เมื่อมีคา่ จ้ างขันต
้ ่า ภาระภาษีจะแตกต่างออกไป โดยดูได้ จากรูป
ที่มีการกาหนดภาษีกบั ลูกจ้ าง
13
เก็บภาษีกับลูกจ้ าง
ค่ าจ้ าง (W)
S
AWhen
binding
imposed
minimum
on
wage
employees,
changesthe
the
analysis
analysis,ishowever.
similar toTax
before.
Firm
burden
Worker
burden
2
S1
B
W2= 300
A
Wm=250
W3=200
C
D1
H
H1
ชั่วโมงทางาน (H)
2
14
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)
เมื่อมีการเก็บภาษีกบั ลูกจ้ าง labor supply curve จะ
เคลื่อนแบบ shifts ขึ ้นเพราะในแต่ละระดับการทางานลูกจ้ าง
จะต้ องการค่าจ้ างที่สงู ขึ ้นเพื่อชดเชยภาษีที่ถกู จัดเก็บ เส้ น
labor supply จึง shift ขึ ้น
 แรงงานสามารถรับค่าจ้ างที่ 300 บาท แต่ถกู บังคับต้ องจ่ายภาษี
ให้ รัฐบาลจานวน 100 บาท
 ภาระภาษี ที่เกิดขึ ้นจะเหมือนกรณีทวั่ ไป เพราะกรณีนี ้ยังไม่มี
ค่าจ้ างขันต
้ ่า

15
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)

กรณีเก็บภาษีกบั ภาคธุรกิจ (firm)
16
ภาษีเก็บจากผู้ผลิต
Firm
burden
ค่าจ้ าง (W)
ผูผลิ
รับภาระภาษี
้ ตาง
เมือ
่ เก็นายจ
บภาษีางไม
กบ
ั นายจ
้ างขัน
สามารถ
้ เพราะมี
่ คาจ
้ ตา่
่ ้
S1
ภาระภาษี
จ
ะแตกต
าง
่
ผลักภาระได
ทั
ง
้
หมด
้
ดุลยภาพใหมอยู
่ ที
่ ่ C’.
ออกไป
เพราะมี
การกาหนด
B
W2=300
คาจ
น
้ ตา่
่ างขั
้
ภาระภาษีทผ
ี่ ลักเต็มที่
A
C’
Wm=250
จะอยูที
่ ่C
200
C
Tax
D1
D2
H
H
3
2
H1
ชัว่ โมงทางานของแรงงาน (H)
17
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)
เมื่อเก็บภาษีกบั ผู้ผลิต (firms) เส้ น labor demand จะ
shifts downward เมื่อไม่ข้อจากัดของค่าจ้ าง ค่าจ้ างใน
ตลาดจะลดลงจาก 250 เป็ น 200 และผู้ผลิตยังต้ องจ่ายภาษี
อีก 50 บาท ชัว่ โมงทางานลดเหลือ H2
 เมื่อมีการกาหนดค่าจ้ างขันต
้ ่า ทาให้ คา่ จ้ างไม่อาจปรับลดลงได้
ดังนันผู
้ ้ ผลิตจะมีความต้ องการจ้ างงานที่ H3<H2 โดยจ้ าง
ค่าจ้ างที่ 250 บาท และจ่ายภาษี 50 บาทให้ แก่รัฐบาล
 ดังนัน้ economic burden ของภาษี จะต้ องกับผู้ผลิต
ทังหมด
้

18
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)

เมื่อมีเงื่อนไขจากัดในการทาให้ ตลาดปั จจัยเป็ นตลาดแข่งขัน ทาให้
ปั จจัยอื่นๆ สามารถมีอิทธิพลต่อการผลักภาระภาษี เพราะทาให้ การ
ปรับตัวของค่าจ้ างไม่เป็ นไปตามกลไกตลาด อาทิเช่น:
◦ ค่าจ้ างขันต
้ ่า
◦ ค่านิยมการทางานของสถานที่ทางาน Workplace norms
◦ กฎ ระเบียบของสหภาพ ที่บงั คับสมาชิก เช่น ชัว่ โมงทางาน สวัสดิการ ฯลฯ
19
ภาระภาษีในกรณีเก็บจากตลาดปั จจัยการผลิต (factor market)

กรณีตลาดไม่เป็ นแข่งขันสมบูรณ์

Monopoly markets
◦ ผู้ผกู ขาด Monopolists เป็ น price makers ไม่ใช่ price
takers
20
ตลาด Monopolist
Monopolist
กาหนดการผลิตที่
MR=MC, คือที่ Q1.
P
A’
P1
P*
S
ขนาดกาไรส่วนเกิน
D1
A
MR1
Q1
Q
21
ภาระภาษี ภายใต้ ตลาดแบบแข่งขันไม่สมบูรณ์ imperfectly
competitive markets
กรณีนี ้ผู้ผกู ขาดมีอานาจกาหนดราคา และมี เส้ น MR ที่
slope ลดลง (Slope เป็ นลบ) เพราะผู้ผกู ขาดจะต้ องลด
ราคากับสินค้ าทุกๆ หน่วย เพื่อขายสินค้ าเพิ่มขึ ้นอีกหนึง่ หน่วย
 เพราะ เส้ น MR1 เส้ น demand เสมอ
 ภายใต้ เงื่อนไขกาไรสูงสุด MR1=MC ทาให้ ได้ ปริ มาณที่ Q1
คือจุดที่ได้ กาไรสูงสุด

22
Tax on consumers ในตลาดผูกขาด
การเก็บภาษีทาให้เส้น
MR และเส้น demand
shift ลงมาทัง้ คูพร
น
่ อมกั
้
P
P1
P2
S
B’
A
D1
B
D2
MR1
MR2
Q2 Q1
Q
23
ภาระภาษี ในตลาด imperfectly competitive markets

กรณีเก็บภาษีกบั ผู้บริโภค
◦ shifts เส้ น demand curve เป็ น D2 และ MR เป็ น MR2.
เงื่อนไข MR2=MC, ปริมาณเป็ นที่ Q2 ซึง่ ได้ กาไรสูงสุด
 ราคาของผู้ผกู ขาดเปลี่ยนจาก P1 เป็ น P2, ผู้ผกู ขาดยังต้ อง
แบกรับภาระภาษีบางส่วน
 กฎ 3 ข้ อของการผลักภาระภาษี ยงั คงใช้ ได้ กบ
ั กรณีตลาดผูกขาด

24
Tax on consumers ในตลาดผูกขาดกรณีภาษี Ad Valorem
P
P1
S
P2
D1
MR1
D2
MR2
Q 2 Q1
Q
25
25
ภาระภาษี ในตลาด imperfectly competitive markets
ในความเป็ นจริงโครงตลาดส่วนใหญ่อยูร่ ะหว่าง perfect
competition and monopoly.
 ตลาดผู้ขายน้ อยราย Oligopoly markets

◦ ยังไม่อาจหาข้ อสรุปได้ วา่ ผลเป็ นอย่างไร แต่เชื่อว่าน่ามีการผลักภาระ
ภาษี ในตลาดนี ้ด้ วยเช่นเดียวกัน
◦ เหตุที่ยงั ไม่ข้อสรุป เพราะในตลาดผู้ขายน้ อยรายไม่ร้ ูวิธีการกาหนด
ราคา เนื่องจากต้ องมี interaction ระหว่างผู้ขายแต่ละราย
◦ อาจคาดการณ์ได้ ตามสภาพตลาด เช่นการมี cartel ที่มีฮวกั
ั ้ น หรื อ
ร่วมมือกันระหว่างผู้ขายเพื่อหากาไรสูงสุดจากตลาด ตัวอย่าง
OPEC
26
ภาระภาษี ในตลาด imperfectly competitive markets

กรณีตลาดแบบ Oligopoly
◦ การมี cartel แม้ วา่ สามารถตกลงกันได้ ระหว่างผู้ขายทังหมด
้
แต่การ
รักษาสัญญาร่วมกันทายาก เพราะเมื่อราคาสินค้ าสูงขึน้ ทาให้ เกิด
แรงจูงใจให้ ผ้ ขู ายแต่ละรายทาผิดสัญญา โดยเพิ่มผลผลิตของตนเอง
เกินกว่าที่กาหนด จึงมักมีจานวนผลผลิตภายใต้ ระบบ cartel
มากกว่าที่กาหนดในการทาสัญญาที่ตกลง
◦ เมื่อมีการเก็บภาษี จากระบบ ผู้ขายจะต้ องลดปริมาณการผลิตของตน
ลง เพราะต้ องจ่ายภาษี กาไรจึงลดลง แต่เนื่องจากมีสญ
ั ญาในการผลิต
จากการที่ข้อตกลงร่วมกัน การเก็บภาษี จงึ อาจไม่ทาให้ ผ้ ขู ายแย่ลง
เพราะรักษาขนาดกาไรได้ ตามจานวนที่ตกลงไว้ ก่อน
27
ภาระภาษี กรณีเก็บจากกาไร (Profit Tax)
ที่ผา่ นวิเคราะห์ภาษีจากการขาย หากพิจารณาภาษีจากกาไร
ของกิจการ โดยเฉพาะกรณี economic profit ซึง่ เป็ น
กาไรที่เกินกว่าต้ นทุนเสียโอกาสของปั จจัยการผลิต หรื ออาจ
เรี ยกว่า กาไรส่วนเกิน (excess profit)
 ภายใต้ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ MC = MR การเก็บภาษี แบบ
สัดส่วน ไม่มีแรงจูงใจที่ทาให้ MC และ MR เปลี่ยนแปลงไป
จึงไม่เปลี่ยนระดับผลผลิต ผู้ผลิตจึงยอมรับภาระภาษี ทงหมด
ั้

28
ภาระภาษี และการตีมลู ค่า (capitalization)
สมมุติทรัพย์สนิ เช่นที่ดิน สามารถให้ ผลตอบแทน (ค่าเช่า)
เท่ากับ R ในแต่ละปี หากมีผ้ ตู ้ องการซื ้อที่ดินนี ้ราคาที่จะซื ้อควร
เท่ากับมูลค่ารวมของผลตอบแทนที่ได้ จากที่ดิน
 ดังนัน้

R3
R1
R2
RT
Pr  R0 


 ......... 
2
3
1  r (1  r ) (1  r )
(1  r )T
29
ภาระภาษี และการตีมลู ค่า (capitalization)
เมื่อมีการเก็บภาษี = u ในแต่ละปี
 ราคาของทรัพย์สน
ิ จะเปลี่ยนเป็ น

( R1  u1 ) ( R2  u2 ) ( R3  u3 )
( RT  uT )
Pr  ( R0  u0 ) 


 ......... 
2
3
1 r
(1  r )
(1  r )
(1  r )T

ราคาของทรัพย์สนิ จะสูญหายไปจากภาษีเท่ากับ
u3
u1
u2
uT
u0 


 ......... 
2
3
1  r (1  r ) (1  r )
(1  r )T
30
การวิเคราะห์ภาระภาษีกรณี GENERAL
EQUILIBRIUM

ที่ผา่ นมาเป็ นการวิเคราะห์ภายใต้ partial equilibrium.
◦ Partial equilibrium tax incidence เป็ นการวิเคราะห์
ในตลาดใดตลาดหนึง่ เท่านัน้

ความเป็ นจริงผลของภาษีจะถูกกระจายไปยังตลาดต่างๆ ที่
เกี่ยวข้ อง ทาให้ ต้องใช้ การวิเคราะห์แบบ general
equilibrium analysis.
32
ตัวอย่างการวิเคราะห์ภาระภาษีแบบ GE analysis กรณีเก็บ
ภาษีจากผู้ผลิต

สมมุติเก็บภาษีจากผู้ขายที่มีเส้ น demand ที่มีความยืดหยุน่
สูง (elastic)
33
Figure 10
ราคาอาหาร (P)
S2
demand สาหรับ
อาหารเป็ น perfectly
$1
elastic.
P1 = 20
B
A
Q2 = 950 Q1 = 1000
S1
D
จานวนอาหารขายต่อวัน (Q)
34
ตัวอย่างการวิเคราะห์ภาระภาษีแบบ GE analysis กรณีเก็บ
ภาษีจากผู้ผลิต ณ พื ้นที่หนึง่
การเก็บภาษีเพิ่มขึ ้นในกรณีนี ้ผู้บริโภคมีทางเลือกสูง ทาให้ ผ้ ผู ลิต
ต้ องรับภาระภาษีทงหมด
ั้
เส้ น Supply จึง shift ไปทางซ้ าย
 ในความเป็ นจริ งผู้ผลิตต้ องมีการใช้ ปัจจัยการผลิตทังที
้ ่เป็ นทุน
และแรงงานประกอบกันในการทาธุรกิจ

35
ตัวอย่างการวิเคราะห์ภาระภาษีแบบ GE analysis กรณีเก็บ
ภาษีจากผู้ผลิต
การจัดเก็บภาษีกบั ผู้ผลิตที่ไม่อาจผลักภาระไปให้ แก่ผ้ บู ริโภค ทา
ให้ เปรี ยบเสมือนเป็ นการผลักภาระให้ แก่ปัจจัยการผลิต (labor
and capital)
 ทาให้ ต้องหันไปดูตลาดปั จจัยการผลิต
 ข้ อสมมุติ

 ตลาดแรงงานมี supply ที่มีความยืดหยุน่ สูง เพราะสามารถหางานที่
อื่นๆ ได้ ง่าย
 ตลาดทุนในระยะสัน้ supply ของทุนมีความเป็ น inelastic เพราะ
ไม่สามารถหาที่ปล่อยกู้ได้ ง่าย
36
ภาระภาษีทาให้
“shifted backward”
ไปให้แก่ แรงงานและ
ทุน
Figure 11
(a) Labor
(b) Capital
ปัจจัยทุนเป็ น
อัตราผลตอบแทน
inelastic
(r)
ค่าจ้ าง (W)
สมมุตใิ ห้แรงงานมี
ลักษณะperfectly
แรงงานจึงไมรั
่ บภาระ
elastic. ภาษี
S
ปัจจัยทุน
รับภาระภาษี
A
B
W1 = 8
A
S
r1 = 10%
r2 =8%
B
D
1
D2
H2 =
900
H1 = 1,000
D2
D1
ชัว่ โมงทางาน(H)
I1 = 50
การลงทุน (I)
37
ตัวอย่างการวิเคราะห์ภาระภาษีแบบ GE analysis
กรณีเก็บภาษีจากผู้ผลิต


การเก็บภาษีกบั ผลผลิตในตลาดสินค้ าที่มี demand แบบ elastic ทาให้ ผ้ ผู ลิต
ต้ องผลักภาระไปข้ างหลัง โดยการลดการจ้ างงานและการใช้ ปัจจัยทุน
แต่เพราะในตลาดแรงงานที่มี supply of labor แบบ elastic ที่แรงงาน
สามารถเคลื่อนออกได้ ง่าย ผู้ผลิตเองจึงต้ องลดจานวนการจ้ างงานลง แต่ไม่อาจลด
อัตราค่าจ้ างได้
◦ ดังนั ้นแรงงานไม่รับภาระภาษีใดๆ

ขณะเดียวกัน ในตลาดปั จจัยทุนที่อยู่ในระยะสัน้ ทาให้ supply ของทุนมีจากัด หรื อ
อยู่คงที่ เมื่อความต้ องการใช้ ทนุ ลดลง ทาให้ เจ้ าของปั จจัยทุนต้ องลดอัตรา
ผลตอบแทนของทุนที่เรี ยกร้ องจากผู้ผลิต
◦ ในระยะสันที
้ ่ทนุ มีจากัด เจ้ าของทุนต้ องรับผลจากการเก็บภาษี กบั ผู้ผลิต ทาให้ ต้องรับถาระ
ภาษี ทงหมด
ั้
38
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ GE incidence
analysis

ในระยะยาว supply of capital จะไม่เป็ น inelastic.
◦ ผู้ผลิตอาจปิ ดกิจการและไปลงทุนอย่างอื่นแทนที่ไม่ถกู เก็บภาษี
◦ ในระยะยาวแล้ ว ปั จจัยทุนอาจเป็ น perfectly elastic เพราะมี
สินทรัพย์ให้ เลือกให้ ก้ แู ทนได้ จึงทาให้ สามารถลดแรงกดดันที่ต้อง
รับภาระภาษี ทงหมดแทนผู
ั้
้ ผลิต
39
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ GE incidence
analysis
ถ้ าสมมุติในระยะยาว ทังแรงงานและปั
้
จจัยทุนต่างเป็ น ใครจะ
เป็ นผู้รับภาระภาษีที่แท้ จริง?
 อีกปั จจัยหนึง่ ที่เกี่ยวข้ องการผลิต คือที่ดิน ซึ่งมีลกั ษณะเป็ น
inelastic คือที่ดิน

◦ คุณสมบัติ คือมีจานวนจากัดหรื อคงที่
◦ ขณะที่แรงงานและปั จจัยทุนอาจหลีกเลี่ยงภาษี ได้ วิธีเดียวที่ผ้ ผู ลิตจะ
ลดภาระภาษี ของจนเองคือการลดอัตราค่าเช่าที่ดินลง
40
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ GE incidence
analysis
ขอบเขตของการเก็บภาษี ก็ยงั มีผลต่อการกระจายของภาระภาษีด้วย เช่นหากการเก็บ
ภาษีเป็ นการเก็บจากทังอุ
้ ตสาหกรรม แทนการเก็บจากพื ้นที่หนึง่ ๆ
 ผลคือ Demand ในตลาดผลผลิตไม่มีทางเลือก เพราะไม่วา่ จะอยู่ที่ไหนการบริ โภค
สินค้ านัน้ ต้ องจ่ายภาษีเหมือนกัน ทาให้ เส้ น demand มีความไม่ยืดหยุ่นมากขึ ้น
หรื อ inelastic ผู้บริ โภคจึงต้ องรับภาระของภาษีบางส่วน
 หาก Labor supply มีความไม่ยืดหยุ่นด้ วย จึงต้ องรับภาระภาษี ด้วยเช่นกัน
 ขอบเขตการเก็บภาษี เข้ ามามีบาบาทต่อการผลักภาระภาษี เพราะมีผลต่อค่าความ
ยืดหยุ่น elasticities ที่ทาให้ ผลการวิเคราะห์เปลี่ยนไป กล่าวคือการเก็บภาษีที่มี
ฐานภาษีขอบเขตกว้ างขวาง ทาให้ หลีกเลี่ยงภาษียากกว่าภาษีที่มีฐานแคบ ทาให้
จานวนผู้ผลิตหรื อผู้บริ โภคที่อยู่ในข่ายเสียภาษีมีจานวนแคบลง จึงต้ องรับภาระภาษี
มากขึ ้น เพราะมีความไม่ยืดหยุ่นมากขึ ้น inelastic

41
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ GE incidence analysis
การวิเคราะห์ GE analysis อาจส่งผลต่อสินค้ าในตลาดอืน่ ๆ
ด้ วย ไม่จากัดเพียงในตลาดปั จจัยการผลิตของสินค้ านันๆ
้ เท่านัน้
 การเก็บภาษี ที่ทาให้ ราคาสินค้ าเพิ่มขึ ้นนัน้ ทาให้ :

◦ เกิดผลด้ าน effect กับผู้บริโภค
◦ เกิดการทดแทนการบริโภคระหว่างสินค้ าขึ ้น
◦ เกิดการลดการบริโภคสินค้ าที่ใช้ ร่วมกับสินค้ าที่ถกู เก็บภาษี
42
ความสัมพันธ์ของประเภทภาษีภายใต้ การวิเคราะห์ GE

สมมุติเป็ นตลาดที่มี 2 สินค้ า และ 2 ปั จจัยการผลิต
◦ สินค้ า K และ F
◦ ปั จจัยการผลิต L และ K
43
ความสัมพันธ์ของประเภทภาษีภายใต้ การวิเคราะห์ GE
 tkf = ภาษี เก็บจากทุนที่ใช้ ในการผลิตสินค้ า F
 tkm = ภาษี เก็บจากทุนที่ใช้ ในการผลิตสินค้ า M
 tLf =
 tLM =
ภาษีเก็บจากแรงงานที่ใช้ ในการผลิตสินค้ า F
ภาษีเก็บจากแรงงานที่ใช้ ในการผลิตสินค้ า M
 tf = ภาษี เก็บจากสินค้ า F
 tm = ภาษี เก็บจากสินค้ า M
 tk = ภาษี เก็บจากปั จจัยการผลิต k
 tL = ภาษี เก็บจากปั จจัยการผลิต L
 t = ภาษี เก็บจากรายได้
44
ความสัมพันธ์ของประเภทภาษีภายใต้ การวิเคราะห์ GE
tkf
และ
tKM
และ
tLF
เปรี ยบเหมือน
tf
และ
และ
tLM
เปรี ยบเหมือน
tM
เปรี ยบเหมือน
tL
เปรี ยบเหมือน
t
เปรี ยบเหมือน
tK
45
แบบจาลอง Harberger Model
คิดค้ นโดยนักเศรษฐศาสตร์ ชื่อ Arnold Harberger (1974)
โดยมีข้อสมมุติฐานคือ
 เทคโนโลยีการผลิตใน L และ K ในการผลิตที่มี constant return
to scale หากต้ องการผลิตสินค้ าที่เพิ่มขึ ้นต้ องใส่ปัจจัยการผลิตเข้ าไป
ในสัดส่วนเดียวกัน
 ผู้ผลิตมีเทคนิคการผลิตที่แตกต่างกัน หรื อมี intensity ของการใช้ L
และ K ที่ตา่ งกันได้ แต่สามารถใช้ L และ K ทดแทนกันได้ ทังนี
้ ้ขึ ้นกับ
ความสามารถในการทดแทนระหว่างปั จจัยการผลิตทังสอง
้
หรื อ
Elasticity of substitution
 เจ้ าของปั จจัยการผลิต สามารุ เคลื่อนย้ ายปั จจัยการผลิตของตนเองได้ เสรี
หรื อมี transaction cost เท่ากับศูนย์ และมีพฤติกรรมที่ม่งุ หา
ผลตอบแทนสูงสุด ซึง่ ที่สดุ MPL และ MPK ที่อยูท่ งสองอุ
ั้
ตสาหกรรม
จะต้ องเท่ากัน เพราะจะไม่การเคลื่อนย้ ายอีก

46
แบบจาลอง Harberger Model
กาหนดให้ โครงสร้ างตลาด เป็ นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ที่มีข้อมูลข่าวสารสมบูรณ์
ทังราคาสิ
้
นค้ า และผลตอบแทนแก่ปัจจัยการผลิต ทุกๆ ฝ่ ายพยายามให้ ได้
กาไรหรื อผลตอบแทนสูงสุดเสมอ
 มีจานวนปั จจัยการผลิตที่คงที่ หรื อ Lf + Lm = L

Kf + K m = K
 ผู้บริ โภคมีรสนิยมที่เหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างของการกระจายรายได้
 กรอบการศึกษาพิจารณาภาระภาษี จะทาโดยการทดแทนภาษี หนึง่ ด้ วยภาษี อีก
ชนิดหนึง่ เพื่อเป็ นการขจัดปั ญหาผลของการเพิ่มของรายได้ ที่มีต่อความ
ต้ องการสินค้ าและราคาปั จจัยการผลิต
47
กรณีภาษีการบริ โภคสินค้ า (tf )





เมื่อมีการเก็บภาษี กบั สินค้ าใดสินค้ าหนึง่ ทาให้ ราคาเปรี ยบเทียบของสินค้ า
นันเพิ
้ ่มขึ ้นตามขนาดของภาษี กรณีนี ้คือสินค้ า อาหาร (f)
ผู้บริโภคจึงทดแทน อาหาร (f) ด้ วยสินค้ าอุตสาหกรรม (m)
จึงผลิต f ลดลง และ m เพิ่มขึ ้น ทาให้ การใช้ ปัจจัยการผลิตใน f ลดลง แต่ใน
m เพิ่มขึ ้นด้ วย
แต่เพราะความเข้ มข้ นของการใช้ ปัจจัยการผลิตไม่เท่ากัน หาก f เป็ น labor
intensive ขณะที่ m เป็ น capital intensive
ผลการเก็บภาษี ทาให้ มีแรงงานว่างงานจากการผลิต f ลดลงมาก เพื่อให้
แรงงานถูกดูดซับในการผลิตของ m ได้ นนั ้ แรงงานที่ไหลออกจาก f ต้ องลด
การเรี ยกร้ องค่าจ้ างลงมาก รวมทังแรงงานที
้
่อยูใ่ น m ด้ วย
48
กรณีภาษีการบริ โภคสินค้ า (tf )
ดังนันแรงงานทั
้
งหมดของระบบเศรษฐกิ
้
จนี ้จึงต้ องรับภาระของภาษี
สินค้ า f ที่ถกู จัดเก็บ
 ประเด็นการพิจารณาเพิ่มเติม

◦ Elasticity ระหว่างสินค้ า f และ m
◦ Intensity ของการใช้ ปัจจัยการผลิตระหว่างผู้ผลิต แตกต่างกันมาก
น้ อยอย่างไร
◦ Elasticity of substitution ระหว่างปั จจัยการผลิตเป็ นอย่างไร
จากกรณีตวั อย่างที่เก็บภาษีสินค้ า f ผู้ที่มีเงินได้ จากแรงงาน ทังใน
้ f
และ m จะเป็ นผู้ที่รับภาระมากที่สดุ และ
 ผู้บริ โภคสินค้ า f ก็จะต้ องรับภาระด้ วยเช่นเดียวกัน

49
กรณีภาษีเงินได้ (t)
เหมือนการเก็บภาษีกบั ปั จจัยการผลิตทังสองชนิ
้
ดพร้ อมกัน
 ผลลัพธ์ คือทุกๆ ส่วนที่อยูใ่ นการผลิตจะรับภาระเท่าๆ กัน ไม่
อาจผลักภาระให้ คนอื่นๆ ได้ ขนาดภาระภาษีอยูใ่ นสัดส่วน
เดียวกัน เพราะถูกกาหนดให้ จานวนปั จจัยการผลิตคงที่

50
กรณีภาษีปัจจัยการผลิต (tl )
◦ แรงงานในทุกๆ ส่วนร่วมกันรับภาระภาษี เพราะจัดเก็บจากแรงงาน
เท่านันไม่
้ วา่ อยูใ่ นการผลิต f หรื อ m
51
กรณีภาษีปัจจัยการผลิตบางส่วน (partial factor
tax (tkm )

มีผลเกิดขึ ้นสองอย่าง
◦ Output effect ราคาสินค้ าเพิ่มขึ ้นในสินค้ า m ทาให้ การผลิต
สินค้ า m ลดลง เพราะความต้ องการบริโภคลดลง
◦ Factor substitution effect เกิดความพยายามทดแทน
ระหว่างปั จจัยการผลิตที่ใช้ ในการผลิต เพรา k ในการผลิต m มีราคา
เปรี ยบเทียบที่สงู ขึ ้น ผู้ผลิต m จึงพยายามทดแทน k ด้ วย L
52
Tax induce an increase in cost of
capital in M sector
substitution effects
Output effects
Relative price of m rises
If m is labor intensive,
relative price of K rises
If m is capital intensive,
relative price of K falls
If substitution is possible
Relative price of capital falls
Relative price of capital falls
Change in relative price of capital
Is ambiguous
53
Recap ความเท่าเทียมของภาระภาษี และการประยุกต์
กฎสามข้ อของ Tax Incidence
 ส่วนขยายของภาระภาษี Tax Incidence Extensions
 ภาระภาษี กรณีดลุ ยภาพทัว่ ไป General Equilibrium
Tax Incidence

54

similar documents